Prapashine คือ ประภาส อยู่เย็น (ชาย)

เกิดเดือนตุลาคม 1990 ที่กาญจนบุรี แต่เติบโตมาตลอดชีวิตที่ราชบุรี
ปัจจุบันอาศัยอยู่สุทธิสาร เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

รักการเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง รักในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ทุกชนิด รักงานด้านสื่อสารมวลชนและการผลิต Content ในแบบที่ไม่จำกัด Platform รักการสัมภาษณ์ผู้คน รักการออกแบบและกราฟิกดีไซน์ รักการเขียน การอ่าน การดูหนังฟังเพลง รักการฟังพอดแคสต์ รักสัตว์ รักไอดอล รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ฯลฯ

อยากเติบโตกลายเป็นนักทำ Content ที่เล่าเรื่องดีๆ สู่ผู้คน และเป็นครีเอทีฟที่สามารถคิดงานดีๆ ในสื่อหลากหลายรูปแบบ และอยากมีหนังสือที่เขียนเองและออกแบบปกเองสักเล่มในชีวิต


Prapas Yuyen’s Creative / Content creator RESUME
Prapas Yuyen’s Creative / Content creator PORTFOLIO
Prapas Yuyen’s Curriculum Vitae [Thai Version]
Prapas Yuyen’s Curriculum Vitae [English Version]

เกิดมาพร้อมกับความรู้สึกอยากทำงานด้านสื่อมวลชนและอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะมีครูหรือใครสักคนชักชวนให้เข้าห้องสมุดตั้งแต่เด็กๆ หลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นเด็กรักการอ่าน พอไม่ชอบเล่นกีฬา เด็กเนิร์ดก็เลยรู้สึกรักห้องสมุดไปโดยปริยาย

ตอนแปดขวบเคยเดินไปซื้อสมุดปกอ่อนกับปากกาที่ร้านขายของชำแถวบ้านเพื่อมาเขียนนิทานที่แต่งเองแบบมั่วๆ ใส่สมุด เรื่องเป็นยังไงจำไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าตอนเขียนนั้นไหลลื่นดีและมีความสุขมากๆ ระหว่างที่เขียนและเขียนเสร็จ

พอหลังจากนั้นมานิดหน่อยก็เริ่มรู้จักกับการ์ตูน “ขายหัวเราะ-มหาสนุก” ที่อ่านสนุกมากๆ จนต้องซื้อเก็บทุกสัปดาห์ ทั้งเล่มเก่าที่ขายในตลาดนัด จนถึงเล่มใหม่ที่เพิ่งวางแผง เก็บไปๆ มาๆ รวมกันได้มากกว่า 1,500 เล่ม แต่โชคร้ายหน่อยที่ตอนเด็กย้ายบ้านบ่อย เลยต้องจำใจขายทิ้งไปเพราะขนย้ายลำบาก

ตอน ป.5 ค้นพบว่าในห้องสมุดโรงเรียนมีขุมทรัพย์ ขุมทรัพย์ที่ว่าคือนิตยสารผู้หญิงฉบับเก่าๆ หลายร้อยเล่ม เช่น ขวัญเรือน กุลสตรี สกุลไทย ฯลฯ ตอนนั้นรู้สึกว่าเพลิดเพลินกับการพลิกอ่านนิตยสารมากๆ รู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นว่าชอบอ่านนิตยสาร

ตอน ม.1 มีโอกาสได้เป็นบรรณาธิการวารสารของโรงเรียน ที่มีชื่อว่า “เข็มแสดจูเนียร์” ได้มีโอกาสทำงานแบบกองบรรณาธิการ และมีผลงานเขียนเผยแพร่สู่คนอ่านเป็นครั้งแรก เป็นปีที่ดีมากๆ สำหรับชีวิต และเป็นปีที่ทำให้รู้ว่า โตขึ้นอยากทำงานด้านสื่อสารมวลชน อยากทำงานนิตยสาร

พอเป็นวัยรุ่น ไปช่วยพี่ผู้หญิงที่รู้จักจัดข้าวของ จึงได้พบกับนิตยสาร a day ฉบับที่ 40 อยู่ในกองหนังสือที่คัดทิ้งเป็นครั้งแรก พออ่านแล้วก็ค้นพบว่า นิตยสาร a day แม่งเจ๋งยิ่งอยากเป็นคนทำนิตยสารมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดว่าตอนนั้นทำนิตยสารทำมือชื่อว่า PLACES ออกมาด้วยนะ แต่สุดท้ายก็หยุดทำไป แต่ที่ยังไม่หยุดคือ ยังไม่หยุดอ่าน a day มาจนถึงปัจจุบันก็ราวๆ 12 ปีได้แล้วมั้ง

พออายุ 17 มีคอมพิวเตอร์พีซีมือสองเครื่องแรกในชีวิต ก็เลยใช้เขียนหนังสือ แต่เขียนไปเริ่มรู้สึกท้อๆ จนอยากเลิกเขียน สุดท้ายไปเจอโครงการ Young Writer Camp รุ่นที่ 1 ของหนังสือพิมพ์มติชน เลยตัดสินใจส่งผลงานเข้าไป แล้วดันได้คัดเลือกอีก ได้เงิน 7,000 บาท ได้ไปเข้าค่ายที่พัทยา ได้เจอพี่ๆ นักเขียนที่เป็นวิทยากร ได้นอนโรงแรมครั้งแรก ได้รู้ว่าการทำงานเขียนแม่งยากแบบนี้นี่เอง ได้พบเพื่อนใหม่ๆ และได้ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งด้วยนะ และที่สำคัญสุดคือค้นพบว่า ไม่ต้องเลิกเขียนแล้ว เขียนแม่งไปเรื่อยๆ นี่แหละ

ตั้งใจว่าอยากเรียนด้านสื่อสารมวลชน และด้านวารสารในระดับมหาวิทยาลัย แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุ เลยได้เรียนมัลติมีเดียที่มหาวิทยาลัยแถวบ้านแทน ผลคือ เรียนได้สองปีก็ต้องซิ่ว เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง สอบตกวิชาแคลคูลัส และโดนเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งโกรธ เลยปล่อยให้ตัวเองโดนรีไทร์ แล้วไปตายเอาดาบหน้าที่ ม.รามคำแหงดีกว่า

แม้จะช้าไปหน่อย แต่การเรียนเอกวารสาร โทวิทยุโทรทัศน์ที่ ม.รามนั้นถือว่าโอเคมาก เป็นทางที่โคตรใช่ เลยเรียนแบบเต็มสูบ จบภายในสองปีครึ่ง แต่ก็ต้องมาตกม้าตายเพราะว่าตกงาน

ช่วงตกงาน 13 เดือนเป็นช่วงชีวิตที่อยากลืมมากๆ เพราะเป็นช่วงชีวิตที่โคตรเจ็บปวด เดินทางสมัครงาน ไปสัมภาษณ์ที่แล้วที่เล่า แต่ก็ไม่มีใครสนใจรับเลย เป็นช่วงที่เข้าใกล้ความอยากฆ่าตัวตายที่สุดแล้ว (คือถ้าพ่อสะสมปืนก็คือแอบหยิบมาใช้แน่นอน ดีที่ว่าบ้านจน เลยไม่มีของฟุ่มเฟือยพรรค์นี้) เพราะมีภาวะซึมเศร้าชัดเจน พ่อก็เครียด แม่เริ่มมีอาการทางประสาทที่บ่งชี้ได้ว่า อีกนิดก็อาจจะเป็นบ้าได้

จนเมื่อนิตยสารกุลสตรีติดต่อมาสัมภาษณ์ และอยากให้ลองทำงานดูก่อน 5 วัน จริงๆ ก็ไม่ได้อะไรมาก ลองก็ลอง อยากรู้เหมือนกันว่าจะทำได้ไหม แต่ที่บ้านด้วยความที่ไม่ได้รวย เลยใช้เงินหมดไปกับการสัมภาษณ์งานจนแทบจะหมดเน้ือหมดตัวแล้ว แม่ต้องเอาทองที่เก็บไว้ไปขาย เพื่อให้ลูกไปเช่าโรงแรม 5 วัน เพื่อการทดลองทำงานกับนิตยสารกุลสตรี พอตกลงรับเข้าทำงาน ชีวิตก็เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น พ่อดูผ่อนคลายขึ้น แม่มีรอยยิ้ม ส่วนตัวเองก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานที่ชอบ ได้มีชีวิตเป็นของตัวเองซักที

สองปีที่ผ่านมากับการทำงานทั้งในนิตยสารและออนไลน์กับกุลสตรี ถือว่าเป็นอะไรที่โคตรดี เป็นชีวิตที่รู้สึกว่างานหนัก แต่ก็คุ้มเหนื่อย รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองทำได้ และทำให้พ่อแม่มีความสุขที่ได้เห็นลูกเติบโต มีการงานมั่นคง มีเงินเดือน มีเจ้านายและบรรณาธิการที่ใจดี เข้าใจ และรับฟังไอเดียต่างๆ อย่างเปิดใจ พร้อมช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน

เป็นสองปีที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด เรียนรู้การทำสื่อทุกชนิด การเขีียนทุกรูปแบบ ทำกราฟิกก็ต้องทำ ตัดต่อวีดิโอก็ต้องตัด พอดแคสต์ก็ทำ สารคดีก็ทำ ไม่ค่อยชอบคุยโทรศัพท์ก็ต้องคุย สัมภาษณ์ก็ต้องทำ คอนเทนท์บางอย่างก็ต้องถ่ายรูป รีทัชเองด้วยซ้ำ เพราะคนน้อย ทำอะไรได้ก็ทำ เรียนรู้แบบกระท่อนกระแท่น ลองผิดลองถูก เจ้านายก็ให้โอกาสทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ผลงานและไอเดียต่างๆ ออกมาสู่ผู้อ่านกุลสตรีทั้งในตัวเล่ม โซเชียลมีเดีย และเว็บไซท์

แต่ในที่สุด นิตยสารกุลสตรีก็ปิดตัวลง จะเพราะว่าขาดทุนหรืออะไรก็ไม่รู้แหละ ผู้ใหญ่ไม่ยอมบอก นึกจะปิดก็ปิดเลยง่ายๆ สุดท้ายก็เลยกลายเป็นคนตกงาน ที่ยังงงๆ กับอนาคตว่าจะเอายังไงดี ถึงแม้จะรู้ว่าก็คงยังอยากที่จะทำงานด้านสื่อสารมวลชน อยากทำงาน Content แบบเดียวกับที่เคยทำมา และรู้ว่ารักในการทำงานนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น และไม่น่าจะเปลี่ยนสายอาชีพไปทำงานอย่างอื่นทันแล้วก็ตาม

ชีวิตบทต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ณ วันนี้ตอนที่ทำเว็บนี้ขึ้น นอกจากจะสานฝันในการอยากมีเว็บไซท์เป็นของตัวเองแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพื่อว่าอยากจะได้งาน Content ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร จะมีบริษัทสื่อเจ้าไหนสนใจที่จะรับเข้าทำงานบ้างไหม

ที่ผมเขียนมายืดยาว ไม่ใช่เพราะต้องการจะดราม่า แต่เพราะผมรู้สึกว่า ผมไม่อยากเป็นสื่อมวลชนที่ต้องเลิกทำงานสื่อเพราะความจำเป็น ต้องไปผัดข้าว ปลูกพริกปลูกมะเขือ หรือถูกบังคับให้เลิกเพราะมีใครก็ไม่รู้บอกว่างานด้านสื่อสารมวลชนตายแล้ว

เพราะความอยากทำงานด้านสื่อมันอยู่กับผมมาทั้งชีวิต จะให้ผมทิ้งไปเหมือนกับว่าอยู่ดีๆ ก็ตัดนิ้วทิ้งไปซักนิ้วสองนิ้วเหรอ ไม่ใช่มั้ง ผมยังอยากทำงานนี้ต่อไป ผมอยากทำงาน Content ผมอยากเป็นสื่อมวลชน อยากเป็น Content Creator มืออาชีพ ผมอยากกลายเป็นคนที่สามารถภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถผลิตงานดีๆ สู่ผู้คนได้ ผมอยากเป็นนักเขียน นักเล่าเรื่องผ่านสื่อต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างแก่คนที่ได้อ่าน

ถ้าไม่ตายไปซะก่อน ผมหวังไว้ลึกๆ ว่า บางทีผมก็อยากจะมีใครสักคนที่สนใจ และจดจำผมในฐานะคนที่เอาอะไรดีๆ มาเล่าให้เขาฟังอยู่เรื่อยๆ เป็นคนที่ไว้ใจได้ว่าเรื่องที่ผมจะเล่านั้นดีและมีประโยชน์ มีผู้คนจำนวนหนึ่งรักในงานที่ผมทำ เหมือนๆ กับที่ผมก็รักในงานทุกชิ้นที่ผมทำขึ้น และผมก็รักงานนี้ของผมมากๆ เช่นกัน

ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านนะครับ 🙂

ประภาส อยู่เย็น
11102019