ผศ.พ.ต.หญิง ดร.พนมพร พุ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ที่มุ่งมั่นในการป้องกันการฆ่าตัวตาย และใช้การฟังของอาสาสมัครในการรับฟังปัญหาของผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย เพื่อให้ผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายได้ระบายความทุกข์ รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และยังรวมไปถึงเคล็ดลับในการฟังคนใกล้ตัวเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายอีกด้วย


อยากให้อาจารย์เล่าถึงความเป็นมาของสมาคมสะมาริตันส์หน่อยครับ

คนที่เริ่มต้นคือบาทหลวงที่อยู่ในประเทศอังกฤษ ชื่อว่า ชาด วราห์ (Chad Varah) ซึ่งปกติก็จะทำพิธีศพ ส่งวิญญาณ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ปรากฏว่าท่านไปในพิธีศพงานหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้หญิงวัยรุ่น ท่านก็สงสัยว่าคนที่ตายทำไมยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ทางพ่อแม่ก็บอกว่าเกิดจากการฆ่าตัวตาย ท่านก็ถามว่าทำไมคนวัยนี้ถึงฆ่าตัวตาย ทางครอบครัวก็บอกว่าเพราะว่ามีประจำเดือน

เพราะในสมัยนั้นจะมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่นซิฟิลิสเป็นต้น บาทหลวงท่านก็บอกว่าการมีประจำเดือนมันเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความที่เด็กหญิงคนนี้ไม่มีใครให้คุย พอตัวเองเป็นโรคที่สังคมอาจจะไม่ยอมรับ ก็เลยทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อน บาทหลวงชาด วราห์ก็เลยเปิดให้คนที่มีความไม่สบายใจเข้ามาปรึกษาปัญหา แล้วก็เกิดการบอกต่อๆ กัน คนที่ไม่สบายใจก็จะมานั่งที่เก้าอี้เพื่อรอบาทหลวง คนที่สบายใจก็จะถอดเสื้อโค้ท หาชากาแฟมาให้ แล้วก็นั่งอยู่เป็นเพื่อนด้วย คนที่มีความทุกข์ก็จะได้เล่าระบาย ทำให้อารมณ์ผ่อนคลายลง พอสบายใจแล้วก็กลับไป

พอบาทหลวงออกมาก็สงสัยว่า คนที่รออยู่เยอะแยะไปไหนกันหมด ท่านก็ถามคนที่ดูแลว่าเพราะอะไร เจ้าตัวก็บอกว่าเปล่า ไม่กล้าทำอะไร ตัวของเขาเองไม่ได้เก่งอย่างท่านบาทหลวง แค่รับฟัง ยอมรับ และไม่ตัดสินในตัวตนของพวกเขา บาทหลวงก็เลยมองว่าไม่ต้องเป็นคนเก่งหรือมีความสามารถ แต่เป็นใครก็ได้ที่มีใจอยากจะช่วย ท่านก็เลยนำเอาวิธีนี้มาประยุกต์ เพราะว่าบางทีคนที่มาก็จะลำบาก เลยใช้วิธีการโทรศัพท์แทนน่าจะดีกว่า ท่านก็เลยมีเบอร์โทรให้คนที่ไม่สบายใจโทรเข้ามา ในหลายๆ ประเทศก็ได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ตั้งเป็นศูนย์ให้คำปรึกษา

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ศ. นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เป็นจิตแพทย์จากเมืองไทย ได้ไปเรียนจิตแพทย์ที่ประเทศอังกฤษ และเห็นคอนเซปต์ของสะมาริตันส์ ท่านเห็นว่าคอนเซ็ปท์นี้น่าจะดีต่อสังคมไทย ท่านเลยกลับมาเปิดศูนย์สะมาริตันส์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ แล้วอาสาสมัครทุกคนก็จะทำงานด้วยการไม่เปิดเผยตัว

แล้วอาจารย์มาทำงานที่สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยได้อย่างไรครับ

เรียนจบที่ ม.เกษตร ด้านจิตวิทยาคลินิค แล้วก็ต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยาคลินิกที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล พอเรียนจบแล้วก็ทำงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นนายทหารจิตวิทยาคลินิกที่กองจิตเวชและประสาทวิทยา

แล้วก็มีคนชวนมาทำสมาคมนักจิตวิทยาคลินิกไทย ก็มีจดหมายจากสมาคมสะมาริตันส์บอกว่าเขาจะเปิดอบรม พวกเราในที่ประชุมอาจารย์ที่เป็นนายกสมาคมก็ถามว่าจะมีใครที่จะไปอบรมบ้าง ก็ส่งชื่อไป แต่ว่าตอนที่ทำยังไม่ได้เปิดเผยตัว มาเปิดเผยตัวตอนนี้ได้ก็คือเป็นผู้อำนวยการ ทำมาเกือบ 25 ปี ยาวนานมาก ไม่น่าเชื่อเลย

ทำไมสมาคมสะมาริตันส์ถึงต้องมุ่งเน้นการป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นพิเศษ

คิดว่าน่าจะเริ่มจากบาทหลวงชาด วราห์ ที่พบเจอกรณีของหญิงวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายสำเร็จนั่นแหละค่ะ ก็เลยเริ่มมีศูนย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นคอนเซ็ปท์ของสะมาริตันส์

ทำไมสมาคมสะมาริตันส์ถึงไม่เลือกบุคลากรทางวิชาชีพจิตวิทยาอย่างนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ แต่กลับให้อาสาสมัครที่เป็นคนทั่วๆ ไปมารับฟังและให้คำปรึกษา

ก็อย่างที่เล่าไปว่า บาทหลวงชาด วราห์เล็งเห็นว่า การทำตรงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เรามีใจที่อยากจะช่วย ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ที่พร้อมจะรับฟัง แต่ว่าก็จะมีกระบวนการ กว่าอาสาสมัครจะรับโทรศัพท์ได้ด้วยตัวเอง

กระบวนการกว่าที่อาสาสมัครคนหนึ่งจะรับโทรศัพท์ได้ ต้องมีกระบวนการอย่างไรบ้างครับ

ก็จะมีการอบรมค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้เปิดรับสมัครสองวัน เต็มทั้งสองวัน มีคนสนใจเยอะมาก

ที่ผมได้ยินมาคือแม้ว่าจะมีคนสมัครเยอะ แต่ก็มีคนที่ได้ทำงานจริงๆ น้อยมาก

ใช่ จริง ลองนึกภาพนะคะว่างานขององค์กรคือการ “พูดคุยและให้คำปรึกษาแก่คนที่มีความคิดฆ่าตัวตาย” เพราะฉะนั้นคนที่โทรเข้ามาส่วนหนึ่งจะเป็นคนที่ไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากที่ไหน ทีนี้ถ้าอาสาสมัครยกหูรับสาย เราไม่รู้เลยว่าปลายสายจะเป็นอย่างไร หรือเดี๋ยวนี้จิตแพทย์มีคนไข้เยอะมาก ก็จะแนะนำเบอร์สะมาริตันส์ให้ผู้ป่วยเพื่อให้โทรมา เพราะฉะนั้นผู้โทรที่โทรมาอาจจะมีอาการรุนแรง สภาพจิตใจเรียกว่าย่ำแย่ ถ้าตัวอาสาสมัครไม่เข้มแข็ง หรือดูแลสภาพจิตใจของตัวเองได้ แม้ว่าจะอยากมาช่วย แต่พอฟังเรื่องต่างๆ ไปเยอะๆ มันก็ไม่ไหว มันกลายเป็นว่าอาสาสมัครที่รับสายกลับยิ่งแย่ใหญ่เลย ทำให้ยิ่งห่วง ยิ่งกังวล แล้วปลายสายเป็นคนที่เราไม่รู้จักว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ถ้าอาสาสมัครจิตใจไม่เข้มแข็งมันก็อันตราย

เราจะมีการอบรม 2 วัน เสาร์-อาทิตย์ วันอาทิตย์ช่วงบ่ายจะเป็นช่วงสัมภาษณ์ ก่อนจะสัมภาษณ์จะให้ถามคำถาม เพราะฉะนั้นบางคนก็จะประเมินตัวเองได้ตั้งแต่แรกว่าน่าจะไม่ไหว ก็เลยถอนตัวเอง พอสัมภาษณ์เสร็จก็จะมีการอบรมเข้มในห้องรับโทรศัพท์ มีพี่เลี้ยงที่คอยดูแล ต้องมั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นจะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้

การใช้อาสาสมัครแทนบุคลากรทางวิชาชีพ มันมีข้อแตกต่างหรือมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างครับ

ข้อดีของอาสาสมัครคือ จะเป็นอะไรที่มาด้วยหัวใจ ตั้งใจ เป็นคนที่ได้มาทำสิ่งที่ชอบ มันจะทำให้เราตั้งใจ จะค่อยๆ พูด ค่อยๆ ฟัง เพราะเราก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบุคลากรในวิชาชีพที่เรียนจบมาโดยตรง บางทีเวลาฟังอาจจะเกิดการตัดสินไปก่อน ซึ่งถ้าไม่ได้มีสติมากพอ มันจะทำให้เราเตลิดจนไม่ทันได้ตามอารมณ์ของผู้ที่โทรมาก็มี เราเลยเปิดโอกาสให้คนธรรมดาที่มีใจอยากจะช่วยเข้ามาช่วยกัน

การใช้อาสาสมัครในการรับฟังปัญหา มีปัญหาเกิดขึ้นบ้างไหมครับ

ข้อเสียคือถ้าไม่ได้รับการเทรนมา บางทีตอนมาอบรมก็จะมาอบรมตอนที่เป็นผู้ใหญ่ ชีวิตมีพร้อมแล้ว มันจะมีฐานบุคลิกภาพเดิม บางคนเรียกได้ว่า Born to be มาเลย ถ้ามีคนโทรเข้ามาก็จะหยุดรับฟัง การพูดคุยก็จะค่อยเป็นค่อยไป แต่บางคนก็จะมีความใจร้อน ทำอะไรรวดเร็ว พูดจาเสียงดังๆ จะทำอะไรต้องตัดสินใจเร็วๆ โชะๆๆๆ เพราะเขาชินกับสภาพแวดล้อมแบบนั้น ก็อาจจะต้องปรับ ต้องถอยตัวเองออกมาเยอะ ซึ่งตอนเทรนอาจจะปรับได้ แต่พอทำงานจริง ด้วยความเคยชิน ตัวตนเดิมก็เลยออกมา ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นความยากอย่างหนึ่ง

เวลาที่มีคนโทรเข้ามาที่สมาคม อาสาสมัครจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ

รับฟังค่ะ แล้วก็จะถามว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ เล่าให้ดิฉันฟังหน่อยสิว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แล้วสิ่งหนึ่งที่เราจะบอกอาสาสมัครตั้งแต่ตอนอบรมเลยคือเราจะถามคำถามเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายว่า

คุณมีความคิดจะฆ่าตัวตายหรือเปล่า?

ฟังดูมันแรงเนอะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการประเมินน่ะค่ะ คนที่ไม่ได้มีความคิด คนที่ชิลๆ สบายใจ ก็จะตอบเลยว่า “ไม่มีหรอกค่ะ ถามทำไมคะ” แต่บางคนอาจจะบอกว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า ถามคำถามไปแล้วจะไปจุดความคิด จากที่ไม่คิดแล้วกลายเป็นคิดหรือเปล่า แสดงว่าสภาพของจิตใจมันขยับขึ้นมาอีกระดับ มันก็เป็นการสะท้อนว่าเขามีความทุกข์อยู่ในใจ

แต่ที่สะมาริตันส์เราจะถามไม่ใช่เพื่อให้ได้คำตอบแค่ว่าคิดหรือไม่คิด เพราะแน่นอนว่าคนที่คุยโทรศัพท์กับเราคือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเองก็จะค่อยๆ ถามต่อไปว่าที่คิดเนี่ย คิดวางแผนหรือคิดลงมือทำด้วยวิธีไหนอย่างไรบ้าง ผู้โทรบางรายก็จะบอกว่าแค่คิดเฉยๆ ยังไม่ได้คิดลงมือทำด้วยวิธีไหน ระหว่างคนที่คิดเฉยๆ กับคนที่คิดวางแผน เช่นว่าจะไปกระโดดตึก ความรุนแรงของความทุกข์ก็จะมีมากกว่า แล้วก็จะค่อยๆ ถามไปทีละเล็กทีละน้อย

คือเน้นไปที่การรับฟังมากกว่าการซักถาม

ใช่ คือการช่วยกันหาทางออก หาทางเลือก ของเรื่องราวที่เกิดขึ้น

มีข้อยกเว้นหรือข้อห้าม ที่อาสาสมัครไม่ควรทำในการคุยโทรศัพท์บ้างไหมครับ

การติดต่อกับผู้โทรภายหลังค่ะ ลองนึกว่าเมื่ออาสาสมัครกับผู้โทรไม่ได้เปิดเผยตัว การติดต่อกลับจะต้องให้ผู้อำนวยการเป็นคนตัดสินใจให้ใครเป็นคนโทรติดต่อกลับ นึกภาพว่าถ้าเพื่อนสนิทของเรามาเป็นอาสาสมัครสะมาริตันส์ แล้วเรากำลังมีประเด็นไม่สบายใจกับเพื่อน เราย่อมจะรู้สึกว่าไม่อยากโทรมา เพราะฉะนั้นแต่ละคนเลยจะไม่มีการเปิดเผยตัว ผู้ที่โทรเข้ามาก็จะสามารถเล่าเรื่องทุกอย่างได้อย่างอิสระ

มีการติดตามผลหรือเช็คฟีดแบ็คของผู้ที่โทรมาภายหลังบ้างไหมครับ

ด้วยความที่ว่าเราทำงานเป็นฝ่ายตั้งรับน่ะค่ะ เราจะได้รับฟีดแบ็คเมื่อผู้โทรโทรกลับมาบอกกับเราว่าหลังจากที่คุยกับอาสาสมัครแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ดีใจหรือสบายใจขึ้นบ้างไหมอย่างไร วันนั้นถ้าไม่มีคุณที่จะคอยรับฟัง ชีวิตคงไม่มีวันนี้ อะไรประมาณนี้ค่ะ

คนที่มีความคิดว่าอยากจะฆ่าตัวตาย มันมีสัญญาณหรือน้ำเสียงที่บ่งบอกไหมครับว่า คนคนนี้อาจจะกำลังฆ่าตัวตาย อาสาสมัครมีวิธีการสังเกตบ้างไหมครับ

วิธีสังเกตคือน้ำเสียง เสียงจะค่อยๆ เบาๆ เรื่องที่เขาเล่ามันจะอุดมไปด้วยความทุกข์ ความไม่สบายใจ เล่าแล้วรู้สึกว่าเขาไม่มีทางออกในชีวิต ไม่มีทางที่จะแก้ไข มีแต่ว่าอยากจะไปอย่างเดียวเลย การที่ไม่อยากจะอยู่ รู้สึกว่าไม่มีใคร เป็นสัญญาณที่ตรงไปตรงมาเลยค่ะ

ทำไมเราถึงต้องฟังคนที่มีความคิดจะฆ่าตัวตายครับ

การฟังช่วยทำให้คนที่มีความทุกข์ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายหรืออยู่คนเดียว การที่เราฟังด้วยความสนใจ ตั้งใจ ฟังด้วยใจจริงๆ ทำให้เขารู้ว่า ท่ามกลางในโลกใบนี้ที่รู้สึกว่าไม่มีใคร แต่ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยังมีความห่วงใยเรา แคร์ความรู้สึก และอยากอยู่เป็นเพื่อน ผู้โทรบางรายมีปัญหารอบตัวกับคนใกล้ชิด ทั้งเรื่องไม่มีเงิน เรื่องอะไรต่ออะไรมากมาย รู้ว่าโทรมาที่สะมาริตันส์ เราคงไม่มีเงินที่จะให้เขาหรอก แต่เขาโทรมา เพราะเขารู้สึกว่ายังมีใครหนึ่งคนที่จะรับฟังเขาอย่างเต็มหัวใจ

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสะมาริตันส์คือการไม่เปิดเผยตัวตน ไม่เปิดเผยชื่อ ไม่เปิดเผยศาสนา การไม่เปิดเผยข้อมูลของทั้งผู้โทรและอาสาสมัครส่งผลดีต่อการให้คำปรึกษาอย่างไรบ้างครับ

พอเขาไม่เปิดเผย แน่นอนว่าเขาก็ไม่มีอคติ สมมติว่าถ้าคนโทรมานับถือพุทธ แต่คนรับสายนับถืออีกศาสนาหนึ่ง เขาก็จะรู้สึกว่า จะเข้าใจเราเหรอ แล้วยิ่งตอนนี้มีเสื้อเหลือง เสื้อแดง จะบอกว่าฉันเสื้อนี้ อีกฝ่ายเป็นเสื้อโน้น ก็เลิกคุยกันมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่แล้ว (หัวเราะ) คือเราเต็มใจจะรับฟัง แต่ขอไม่เปิดเผย ไม่บอกว่าเราเป็นใคร เพราะฉะนั้น มีอะไรก็คุยเถอะ ยินดีจะรับฟัง แล้วเราก็จะเป็นคนสะท้อนในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนเล่า

บางคนที่ไม่เคยคิดว่าจะฆ่าตัวตาย ก็มักจะมีอคติว่า การฆ่าตัวตายเป็นการเรียกร้องความสนใจ อาจารย์คิดว่าอย่างไรบ้างครับ

คนมักจะคิดว่าเรียกร้อง เหมือนอยากให้คนมาสนใจเนอะ แต่ถ้าลองมองให้กระจ่าง คนที่สบายใจดีคงไม่มาเรียกร้องอะไรแบบนี้หรอก แสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างในใจ ใช่ไหมคะ คนมันต้องมีความทุกข์น่ะ ถึงจะพูดคำนี้ออกมา

แม้ว่าเขาอาจจะโกหกเหรอครับ

เหมือนที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ว่า เราจะถามเรื่องการฆ่าตัวตายทุกครั้ง คนที่สบายใจดี ชิลๆ สบายๆ คงนีกอย่างอื่นไม่ออกหรอกนอกจากสบายใจ แต่คนที่นึกขึ้นว่าไม่อยากอยู่แล้ว อยากตาย เอาสิ่งนี้เป็นตัวเรียกร้องความรัก แสดงว่าต้องมีความทุกข์แน่ๆ เลย แสดงว่าเขารู้สึกว่าไม่มีความรัก อยากได้ความรัก เพราะฉะนั้นมันเลยออกมาในรูปประโยคในแง่ลบ การที่ไม่อยากอยู่ การฆ่าตัวตาย อะไรแบบนี้ค่ะ

ทุกคำพูดมีความหมาย ได้เคยคุยกับคนที่มีความคิดฆ่าตัวตาย คือคนส่วนใหญ่พอได้ยินคนที่เริ่มพูดว่าอยากตาย มันจะมาพร้อมแพ็กเกจเลย เช่นว่า “ตายทำไม?” “มันเป็นบาป” “ดูสิคนอื่นเขาลำบากกว่าเราตั้งเยอะ” แต่พอมีใครสักคนที่ตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่า เขาก็จะเล่าอย่างพรั่งพรู เหมือนเปิดประตูบานใหญ่เลย แสดงว่าเขาต้องมีอะไรในใจ ถึงได้พูดประโยคนี้ออกมา

การฟังที่ดีในแบบของสะมาริตันส์ ต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้างครับ

หยุดให้อีกฝ่ายหนึ่งพูด แล้วเราก็ใช้คำถามปลายเปิด ให้เขาได้เล่าได้ระบาย แล้วเราก็จะค่อยๆ จับอารมณ์ ความรู้สึก ให้ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เพราะว่าปัญหาของผู้โทรหนึ่งคนมันเยอะมาก บางคนเป็นคนไข้ที่ส่งต่อมาจากจิตแพทย์ ขนาดจิตแพทย์เองยังต้องรับฟังจนป่วยทางด้านจิตเวช เพราะฉะนั้นอาสาสมัครก็จะรับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข เราจะสะท้อน ไม่แนะนำ

เพราะเราเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า คนที่จะรู้ทางออกของปัญหาคือคนคนนั้น ถ้าเขาใจนิ่งลง เขาก็จะมองเห็นว่า ความรู้สึกที่เขารู้สึกว่าไม่ไหว พอเขาใจนิ่งลง แล้วมองย้อนไป เขาก็จะนึกออกว่าเคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เขาก็ยังผ่านมาได้จนถึงตอนนี้ ตอนที่เรากำลังคุยกัน

เวลาคุยกัน จะมีคำถามหนึ่งที่ต้องถามทุกครั้งเลยล่ะ แสดงว่าการที่เรายังคุยกัน แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่ เราจะถามว่า “ณ ตอนนี้ที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย แต่มีความคิดอย่างไรที่ทำให้ยังลงมือไม่สำเร็จ” แล้วคำตอบของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน

มีนิสิตคนหนึ่งบอกว่า ถ้าเขาตาย เขาจะเห็นตัวเองอยู่ในโลงศพ แม่ต้องร้องไห้หนักมาก เขาทนไม่ได้ที่ต้องเห็นแม่ร้องไห้หนักมากแบบนี้ บางรายบอกว่าตอนนี้เขามีกระต่ายที่เขารัก เขาเลี้ยงเอาไว้ ถ้าเขาตายไปแล้วกระต่ายจะอยู่อย่างไร หรือแม้แต่บางคนที่คิดว่าต่อให้อยากตายแค่ไหน แต่ก็รู้สึกว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป คำตอบของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน เมื่อผู้โทรพูดประโยคไหนที่เป็นกำลังใจ เราเองก็จะเอาประโยคนั้นมาต่อยอด เพราะว่าแต่ละคนมีจุดศูนย์กลาง มีพลังที่ไม่เหมือนกัน

อย่างเช่นเรื่องของคุณแม่ เราก็ดึงตรงนี้มาคุยว่า “นั่นน่ะสินะ ตอนนี้เรียนใกล้จะจบ แม่จะได้ชื่นใจแล้ว” เขาก็จะมีพลังขึ้นมา หรืออย่างเรื่องกระต่าย ก็จะชวนคุยว่า “ดูสิ กระต่ายเป็นอย่างไร” เวลาคุยเราก็จะใช้การดึงประเด็นนี้ขึ้นมา   

บางครั้งฟังเรื่องที่ผู้โทรเล่าแล้วมันไม่มีอะไรเหลือเลย แต่ระหว่างที่คุยอยู่ในสายปรากฏว่าได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ เราก็ถามว่า “ดิฉันได้ยินเสียงเด็กร้องไห้นะคะ ใครนะคะ” “อ๋อ ลูกของดิฉันค่ะ”  เราก็จะค่อยๆ คุยเรื่องลูก พอเราคุยเรื่องลูก อารมณ์เขาก็จะเปลี่ยน ความรู้สึกเบาลง มีความรักความห่วงใยมากขึ้น “นั่นสินะคะ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ลูกของคุณจะอยู่ยังไง ใครจะเลี้ยงดูได้ดีเท่ากับแม่”

มีเคสที่พูดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟัง หรือไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมรับในสิ่งที่อาสาสมัครพูดเลยบ้างไหมครับ

โดนดุกลับมายังมีเลย (หัวเราะ) เหมือนเขาโกรธอะไรกันมาก็ไม่รู้ล่ะ ด้วยความที่เป็นผู้โทร พอโทรมาก็ว้ากๆๆ เราก็ อะไรนะ…(หัวเราะ) ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ด้วยหน้าที่ของอาสาสมัครที่ต้องมีเวลา 4 ชั่วโมง ภายในสี่ชั่วโมงนี้ก็จะทำตัวให้ว่างๆ เราก็จะปล่อยให้เขาบ่นๆๆ จนเหนื่อย คนที่ทำแบบนี้แสดงว่าเขาต้องมีอะไรอยู่นะ ใช่ไหมคะ เพราะว่าโดยปกติคนที่ไม่รู้จักกันก็ไม่น่าจะมีอารมณ์แบบนี้ บางทีก็มีนะที่เขาโทรมาว่าๆๆ อยู่เรื่อยๆ แสดงว่ามันต้องมีอะไรที่ดึงใจเขาให้โทรมาเป็นระยะๆ เหมือนว่าโลกใบนี้เขาไม่มีใครหรือเปล่า แล้วยังมีอาสาสมัครที่รับฟังแบบไม่มีเงื่อนไข

แล้วมีกรณีที่เปลี่ยนความคิดไม่ได้สักทีบ้างไหมครับ

มีค่ะ มี บางคนโทรมาเป็นสิบๆ ปีก็มี ถึงเพิ่งจะเปลี่ยนความคิดได้ จับสังเกตได้ว่าเริ่มมีน้ำเสียงที่ดีขึ้น มีมุมมองต่อโลกในหลายมิติมากขึ้น คือผู้โทรอาจจะไปเติบโตมาจากอย่างอื่นด้วย แต่เราเห็นแพทเทิร์นบางอย่างจากการคุยกับอาสาสมัคร คือบางทีการโทรมาแค่ครั้งสองครั้งก็อาจจะยังไม่เห็นผล ขนาดเด็กคนหนึ่งโตมาจะมีบุคลิกแบบไหนยังต้องรอหลายๆ ปีเลย ยิ่งคนโทรไม่ใช่เด็กๆ ด้วย เป็นผู้ใหญ่ก็ยิ่งต้องใช้เวลา

อาจารย์มีเคสที่ยังคงจำได้ไม่มีลืมบ้างไหมครับ

มีเคสที่แรงๆ คือกำลังถือปืนจ่อหัวจะยิงเลยค่ะ แต่ก็โทรมาหาอาสาสมัคร เหมือนกับว่าอยากให้มีใครอยู่กับเขาในวินาทีสุดท้าย อาสาสมัครก็เลยบอกให้วางปืนไว้ไกลๆ แล้วก็มานั่งคุยกัน คือการทำงานของอาสาสมัครจะเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาโทรมา เราก็เลยให้เขาเล่าระบาย ซึ่งก็มีประเด็นหลายอย่างเยอะมากเลยค่ะ ก็เลยค่อยๆ ลงลึกไปทีละประเด็น ถามเขาว่าเรื่องไหนที่เขาไม่สบายใจมากที่สุด พอเขาเล่าเคลียร์ไปทีละประเด็น พอเขาได้เล่าก็สบายใจขึ้น

คือการทำงานของสมาคมสะมาริตันส์ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปตั้งแต่เที่ยงถึงสี่ทุ่มของทุกวัน ผู้โทรรายนั้นโทรกลับมาหาอาสาสมัครที่เคยได้คุยกันวันนั้น เขาพูดคำว่าขอบคุณเยอะมาก เขาบอกว่าถ้าไม่มีคุณเขาคงไม่มีชีวิตที่ได้แบบนี้อีก

แล้วมีเคสที่แม้ว่าจะโทรมา แต่ก็ยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้ สุดท้ายก็ฆ่าตัวตายสำเร็จบ้างไหมครับ

มีค่ะ มีอยู่เคสหนี่ง ผู้โทรเป็นฝรั่ง ถือโทรศัพท์ลงทะเลช่วงบ่ายๆ เย็นๆ พระอาทิตย์กำลังตกดิน อาสาสมัครก็ค่อยๆ คุย เขาก็บอกว่าเขาตั้งใจแล้ว แต่เขาอยากให้มีคนอยู่ด้วยในวาระสุดท้าย อาสาสมัครก็ค่อยๆ ถามว่าพระอาทิตย์ตกอยู่ฝั่งไหน เห็นพระอาทิตย์ไหม เพราะว่าทะเลมันจะมีฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ถ้าอยู่ทะเลฝั่งอ่าวไทยจะไม่เห็นพระอาทิตย์ เพราะว่าอยู่ฝั่งตะวันออก แต่ถ้าอยู่ฝั่งอันดามันจะเห็นพระอาทิตย์ตก เพราะว่าอยู่ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย แล้วเสียงก็ค่อยๆ จางไป อาสาสมัครเก่งมากเลย

แต่เราก็จะอบรมว่า แต่ละคนก็มีสิทธิ์ในชีวิตของเขา เราทำอย่างเต็มที่ ถ้าเกิดว่าเขาจะไป ก็ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว อีกอย่างที่เราคุยคือ ถ้าเราช่วยใครอย่างเต็มที่แล้ว ตื่นเช้ามาถ้าเห็นหน้าหนังสือพิมพ์แล้วเจอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ก็จะต้องยอมรับว่าเราทำเต็มที่แล้ว ในเงื่อนไขว่า เขาก็มีสิทธิ์ในชีวิตของเขา ในสะมาริตันส์เองก็จะมีระบบงานในการช่วยเหลือทางด้านจิตใจของอาสาสมัครด้วยเหมือนกันค่ะ

คือกว่าจะเขาจะโทรมาหาเรา เขาผ่านอะไรมาตั้งเยอะแยะ บางทีมาคุยกับเราแค่แป๊บเดียว แล้วมันมีเหตุปัจจัยบางอย่างในชีวิตเขา ที่ทำให้เขาคิด ลงมือทำ จนกระทั่งทำสำเร็จ ถ้าเรามัวจะมานั่งคิดว่าที่เขาทำสำเร็จเป็นเพราะเราอย่างเดียว มันก็คงไม่ใช่มั้ง

มีคนที่โทรเข้ามาเฉยๆ โดยที่ไม่ได้มีเหตุปัจจัย หรือมีความทุกข์อะไรบ้างไหมครับ

บางคนเหงาๆ ก็มี

ในทางจิตวิทยามันบอกได้ไหมครับว่าคนที่โทรมาเฉยๆ หรือแม้แต่บางคนที่อาจจะแต่งเรื่องโกหกแล้วโทรมาเล่าให้ฟัง เขาคิดอะไรอยู่

แสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างในใจเขา โทรมาเล่าเรื่องไม่จริง บางทีเขายังไม่ไว้วางใจหรือเปล่าว่าอีกฝ่ายเป็นใคร อาสาสมัครจะรับเขาได้ไหม มีหลายๆ เคสที่โทรเข้ามาเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจนแล้วก็บอกว่า “แหะๆ ขอโทษนะ ที่เล่ามาไม่ใช่เรื่องจริง” แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องจริงๆ ก็มี เหมือนว่าเขาเพิ่งเจอกันครั้งแรก แล้วเราจะมั่นใจว่าเขาจะรับฟังปัญหาความทุกข์ได้แค่ไหน แต่พอคุยแล้วอาสาสมัครก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็นั่งฟังไป พอเขามั่นใจว่าเรารับฟังก็เริ่มที่จะเล่าเรื่องจริงๆ ออกมา

ในความคิดของอาจารย์ การฟังคืออะไรครับ

การใส่ใจในกันและกัน แล้วก็รับฟังกันอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับเขาไม่ว่าเขาจะพูดด้วยประโยค บอกความคิดหรือความรู้สึกอย่างไรค่ะ

ถ้าคนเราไม่ฟังกันเลย อาจารย์คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ

มันก็จะยึดติดแต่ตัวเอง เหมือนว่าฉันก็มีความคิดของฉัน อะไรแบบนี้ ถ้าเริ่มฟังกัน ก็จะทำให้ได้เห็นอีกฝ่ายชัดมากขึ้น ว่าอีกฝ่ายก็มีความคิด ความรู้สึกนะ ถ้าเราตั้งใจฟังกันจริงๆ จะทำให้ได้รับข้อมูลได้ครบรอบด้าน แล้วจะทำให้เรารู้ว่าลึกๆ แล้วเขาคิดอะไร รู้สึกอย่างไร อีกฝ่ายต้องการอะไรจากเรากันแน่ โดยที่เราไม่เอาอะไรไปวัดไปประเมิน

ทำไมคนเรามักชอบที่จะพูดมากกว่าที่จะฟังครับ

คงเพราะทำให้เรามีคุณค่ามีความสำคัญ ยิ่งเราทำอะไรมาแล้วสำเร็จ เรารู้สึกว่าแพ็กเกจของเรามันดี คือมันก็คงดีจริงๆ แหละ แต่เรามักจะลืมว่าอีกฝ่ายเขาเติบโตมาคนละแบบกับเรา

บางคนไม่ฟังอย่างเดียว มีการตำหนิติเตียนด้วย

บางคนตำหนิ บางคนก็แนะนำเต็มคำ ซึ่งก็จะทำให้มีความเสี่ยงสูง

แนะนำเต็มคำคืออะไรครับ

เอาเรื่องง่ายๆ เลย อย่างเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เราก็จะมองว่า ตั้งครรภ์ตอนนี้ ยังเรียนหนังสืออยู่เลย อุ้มท้อง 8=9 เดือนมาเรียน เมืองไทยไม่ได้ยอมรับอะไรแบบนี้ ถ้างั้นก็ทำแท้งเลย

คือการเผลอไปคิด หรือตัดสินแทนเขา

ใช่ คือเราจะรู้สึกว่าเราผ่านประสบการณ์มาแล้ว จะรู้สึกว่าวิธีแบบนี้มันโอเค เราอาจจะถูกพ่อแม่เลี้ยงดูมาแบบหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งก็จะเป็นอีกแบบ ความคิด การแก้ไขปัญหาของอีกคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าทำแท้งไหม บางคนก็บอกว่าให้ดรอปคอร์ส คลอดลูกแล้วค่อยมาเรียนไหม ซึ่งการแนะนำอะไรแบบนี้มันมีความเสี่ยงสูง พอเขาฟังคำแนะนำแล้วรู้สึกว่าดีหรือใช้ได้ เขาก็จะไม่ฟังแล้ว ไม่นึกเองแล้ว

การฟังที่ดีในมุมมองของอาจารย์คืออะไรครับ

การฟังที่ดีคือการหยุด แล้วฟังอีกฝ่ายหนึ่งให้เต็มที่ ตั้งใจยอมรับฟังเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

อะไรคือข้อดีเมื่อเราเป็นนักฟังที่ดี

แน่นอนว่าใจเราจะนิ่ง เพราะเราต้องหยุดฟังอีกคนหนี่ง แล้วทำให้เราได้เนื้อหาที่เขาต้องการสื่อออกมาได้ครบ เพราะบางคนฟังได้หน่อยหนึ่งก็จะคิดว่าจะพูดเรื่องอะไรๆ ต่อ ก็ทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบ

อะไรคือข้อดีที่สุดของการฟังครับ

คือการได้ช่วยกันและกัน ช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น ได้ระบายความทุกข์ที่มีอยู่ ให้ปรอทของอารมณ์มันนิ่งลง พอใจเรานิ่งลง คนที่ไม่สบายใจก็สามารถที่จะหาทางออกได้ โดยที่มีเราเหมือนเป็นเพื่อนคอยรับฟัง

สมาคมสะมาริตันส์จะมีคำพูดหนึ่งคือ “ฟังด้วยหัวใจ” อยากให้อาจารย์อธิบายหน่อยครับว่ามันคืออะไร

ฟังด้วยใจที่อยากช่วยเหลือให้อีกฝ่ายดีขึ้น รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีอคติใดๆ เต็มใจที่อยากจะช่วยอย่างแท้จริง ด้วยหัวใจของเรา

แล้วคนที่ไม่ได้เป็นอาสาสมัคร จะมีวิธีการฟังด้วยหัวใจ ในแบบอาสาสมัครของสะมาริตันส์ได้อย่างไรบ้างครับ

อย่างตอนที่เราอบรมอาสาสมัครกัน เราก็จะพูดถึงเรื่องของการฟัง การไม่ตัดสิน การฟังอย่างไม่มีอคติ ไม่มีเงื่อนไข การได้ฟังผู้อื่นเล่าจนจบก่อน และไม่แนะนำ แล้วคนที่เอาไปปรับใช้ อบรมวันเสาร์ วันอาทิตย์เอาไปปรับใช้ มันทำให้บ้านเย็นขึ้นเยอะเลย แค่วันเดียวที่เอาไปใช้จริงกับที่บ้านแล้วมันได้ผลน่ะ ไม่น่าเชื่อ

มีหลักการของอาสาสมัครสะมาริตันส์ที่คนทั่วไปสามารถเอาไปใช้ได้เลยบ้างไหมครับ

การหยุดฟังอีกฝ่ายน่ะค่ะ เวลาทำงาน เราจะมีคำหนึ่งคือ ให้เรา

“สับคัทเอาท์ชีวิตตัวเอง”

เราหยุดตัวเองไว้ก่อน แล้วฟังอีกฝ่ายให้เต็มที่ ถอดตัวเองออกก่อน แล้วเข้าไปอยู่ในโลกของเขา แต่ว่าในระหว่างที่อยู่ในโลกของเขาก็ต้องมีระยะห่าง ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Professional Relationship คือเป็นความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพที่ไม่ได้กลืนกินตัวเราเข้าไป เพราะถ้าเราอิน เราก็จะรู้สึกว่าเราเคยเจอเรื่องราวของเขาเราก็จะร้องไห้ไปด้วย แบบนี้เรียกว่ามันซึมลึก คือไม่รู้ว่าใครช่วยใครแล้ว

คือเวลาเขาไม่สบายใจเหมือนว่าเขาอยู่ในบ่อน้ำ เราเกิดความเห็นอกเห็นใจว่าจะช่วยเขาอย่างไร ถ้าลองคิดว่า เออ ถ้าบ่อมันไม่ลึก ก็อาจจะใช้มือช่วยดึงก็ได้ หรือว่าถ้าปัญหามันลึกมาก มีความซับซ้อนมาก ก็ควรจะส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ต้องใช้ยาทางจิตเวชช่วย การที่เราฟังอย่างตั้งใจ จะทำให้เราเห็นภาพกว้างว่ามีแนวทางไหนที่จะช่วยเหลืออีกฝ่ายได้บ้าง

ถ้ามีคนที่อยากจะเป็นอาสาสมัครสมาคมสะมาริตันส์ เขาต้องมีคุณสมบัติ หรือว่าต้องเตรียมพร้อมด้านใดเป็นพิเศษไหมครับ

จริงๆ ก็คือมาสมัคร เวลาเราเปิดรับสมัคร (หัวเราะ) ส่วนทางด้านจิตใจก็คือการเปิดรับทุกอย่าง และฝึกใจที่จะใส่ใจรับฟังผู้อื่นมากขึ้น จะว่าไปก็เหมือนว่าต้องมีสติอยู่กับตัวเองด้วยเนอะ มีสติที่จะรับฟังอีกฝ่ายให้เต็มที่  

ถ้ามีคนรอบข้างของเรามีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย จะมีวิธีรับฟังอย่างไรบ้างครับ

เข้าไปนั่งข้างๆ เลยค่ะ แล้วก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอ เรื่องราวมันเป็นอย่างไรบ้าง อะไรที่ทำให้ไม่อยากจะอยู่ พอเราหยุดฟังแบบนี้ อีกฝ่ายก็จะวางใจ เขาก็จะค่อยๆ เล่า พอเขาเล่าแล้วก็จะได้ระบาย ต่อมาคือเขาจะเริ่มได้ยินเสียงของตัวเองแล้ว บางทีเขาก็จะตกผลึกความคิดด้วยตัวของเขาเองว่า เออ หรือจริงๆ แล้วเขาอาจจะไม่ได้อยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน

หลังจากนั้นก็ช่วยกันลองมาหาทางออก ว่าจะหาทางออกของปัญหาได้อย่างไรบ้างนะ ช่วยกันคิดหลายๆ ทางออก หลายๆ ทางเลือก แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีและข้อจำกัด สุดท้ายเจ้าตัวก็จะเป็นคนเลือกว่าจะเลือกเส้นทางไหนที่จะเหมาะกับตัวเขาเอง

คำถามสุดท้ายครับ อยากให้อาจารย์ช่วยสรุปให้ฟังว่า การฟังที่ดีช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างไรบ้าง

ช่วยเปลี่ยนได้เยอะมากเลยค่ะ มันช่วยทำให้เขาได้ระบาย ทำให้เขานิ่งและมองหาทางออกได้ด้วยตัวของเขาเอง


ขอขอบคุณสถานที่
ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


FACT

  • สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย คือสมาคมที่ให้บริการเป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย อาสาสมัครมาจากหลากหลายอาชีพ ผลัดเปลี่ยนกันมาทำหน้าที่โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ
  • ในระหว่างการพูดคุย ผู้โทรและอาสาสมัครที่รับโทรศัพท์จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ อาชีพ ที่อยู่ ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อ แนวคิดทางการเมือง ฯลฯ
  • อาสาสมัครมีหน้าที่เป็นเพื่อนที่รับฟังปัญหาของผู้โทร ในยามที่รู้สึกเหงา ว้าเหว่ รู้สึกว่าต้องการใครสักคนเพื่อรับฟังปัญหาและต้องการระบายความทุกข์ในจิตใจ  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายเท่านั้น
  • ในปัจจุบัน สะมาริตันส์เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีศูนย์อยู่ทั่วโลก มากกว่า 400 แห่งใน 39 ประเทศ
  • ผู้ที่ต้องการรับบริการ สามารถโทรไปที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-713-6793 ตั้งแต่ช่วงเวลา 12:00-22:00 น.

http://www.samaritansthai.com/


เผยแพร่ครั้งแรก :-
คอลัมน์ Special Scoop นิตยสารกุลสตรี ฉบับที่ 1131 / กรกฏาคม 2562