(ก่อนอ่านก่อนอื่น — ผมต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า บทความนี้เขียนขึ้นบนเจตนาที่จะบอกเล่าเรื่องของความคิด ทัศนคติของผมและพ่อ ที่ขัดแย้งกันอย่างปกติธรรมดามากๆ และชีวิตที่เกิดขึ้นในการหางานทำครั้งแรกในชีวิตเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาจะว่าร้าย หรือป้ายโทษพ่อผม หรือกล่าวหาบริษัทที่ผมไปสัมภาษณ์งานด้วยแต่อย่างใด ผมต้องการจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางความคิดระหว่างพ่อกับผม-ผู้เป็นลูกชายก็เพียงเท่านั้น ซึ่งต่อให้ขัดแย้งกันเท่าไหร่ ก็ไม่ได้แปลว่าจะขัดแย้งกันจนไม่ยอมกัน แม้ว่าพ่อผมจะดูถูก แต่ก็ไม่ได้กั้นขวางผมออกจากความฝัน ความทะเยอทะยานของผมในโลกแห่งความเป็นจริง พ่อเขาก็แค่หวังดีในแบบของเขา และผมก็ชินเสียแล้ว แถมยังดื้อด้านอีกต่างหาก  – PUSH

นับตั้งแต่ช่วงก่อนเดือนตุลาคม จนมาถึงตอนนี้ก็คือหลังเดือนตุลาคม มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นทุกข์มากถึงมากที่สุด แล้วก็มากจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นผลเนื่องมาจากสิ่งที่เรียกกันว่า “เรียนจบ” เนื่องจากว่าผมเพิ่งเรียนจบระดับปริญญาตรีมาหมาดๆ แต่ก็ต้องกลายเป็นไอ้คนไร้อนาคตที่นอนเฉยๆ อยู่บ้านไปวันๆ เหมือนเป็นคนบ้า คนพิการ คนไร้ความหมาย เพราะว่าผมค้นพบว่า การหางาน โดยเฉพาะงานแรกในชีวิตนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด

สารภาพกันตามตรงเลยว่า ภาวะตกงานทำให้ผมรู้สึกเครียด ซึมเศร้า บางครั้งก็กลายเป็นคนขี้โมโหง่าย ขึ้นง่าย เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตา กลายเป็นคนติดบ้านอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งๆ ที่ผมตั้งใจไว้แม่นมั่นว่า ผมจะเรียนจบแล้วออกไปทำงานอย่างที่ตัวเองรัก และก็สร้างฐานะขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นผมก็อยากจะมีครอบครัวเล็กๆ ที่ไม่ต้องรวยมาก แต่ก็อยู่กันได้อย่างอบอุ่น อยู่ข้างๆ กันในยามที่เป็นทุกข์ แต่แล้วยังไงล่ะ? งานแรกในชีวิตมึงยังหาไม่ได้เลย

จริงๆ แล้วผมก็ส่งเรซูเม่และพอร์ตฟอลิโอ เพื่อสมัครงงานในแนวงานที่ชอบคือ การทำหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ ทั้งออกแบบและจัดหน้า หรือจะเป็นกองบรรณาธิการก็ได้ เป็นนักเขียนก็ได้ เรียกว่าช่วงที่ผ่านมา ถ้าสำนักพิมพ์ไหน หรือนิตยสารไหนเปิดรับสมัครงานพวกนี้ ผมยิงเรซูเม่ ยิงพอร์ตใส่ไปหมด แต่ผลปรากฏว่า

ผมส่งไปหลายสำนักเหมือนกัน ทั้งนิตยสารและสำนักพิมพ์ เรียกได้ว่าเป็นสิบๆ ที่ละมั้ง ผลคือ เรียกสัมภาษณ์แค่สองที่ บังเอิญว่า ที่แรกที่เรียกสัมภาษณ์นั้น ผมไม่ได้ไป เพราะว่าวันนั้นดันป่วยหนักทิ้งช่วงมาตั้งแต่สองวันก่อน เลยไม่ได้ไปเลย แล้วก็ไม่ได้โทรไปแคนเซิลด้วย เสียมารยาทสุดๆ ก็เลยปล่อยเลยตามเลย

ส่วนนิตยสารฉบับที่สองนี้ ผมตั้งใจว่า น่าจะเป็นการเริ่มงานที่ดี เพราะเป็นนิตยสารที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ๆ แล้วออฟฟิศก็ไม่ใหญ่มาก เรียกได้ว่าค่อนข้างอบอุ่น พอไปเห็นออฟฟิศจริงๆ ก็พบว่าน่าอยู่มากจริงๆ ไม่ใช่ว่าสวยนะครับ แต่ออฟฟิศกองบรรณาธิการนิตยสารฉบับนี้มีมีทีมทำงานไม่เยอะ แล้วก็ดูอบอุ่น สนุกสนาน ทำไปเล่นไป คุยไปได้ ซึ่งก็ตรงกับจริตของผมด้วยซ้ำ แถมตอนเวลาสัมภาษณ์ ทุกคนในกองฯ แทบจะมารุมสัมภาษณ์ผมใหญ่เลย ผมก็โชว์ศักยภาพเท่าที่จะมีให้พวกเขาดู โชว์งานที่เคยทำระหว่างเรียนด้วย เรียกว่า ผมรู้สึกว่ามีของ และได้เปรียบ และทำให้เผลอคิดไปเองว่า ผมคงจะได้เริ่มงานแรกในที่ที่เพอร์เฟกท์ขนาดนี้

แต่แล้วผมก็เริ่มตะหงิดๆ เพราะพี่ที่สัมภาษณ์กลับบอกว่า เนื่องจากว่าบรรณาธิการ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทด้วย นั้นไม่อยู่ เลยจะขอให้ผมมาสัมภาษณ์ครั้งที่สอง โดยให้รอโทรศัพท์จากออฟฟิศ วันนั้นผมออกจากออฟฟิศไปแล้วก็เดินกระหยิ่มยิ้มย่องว่ามีความหวังโว้ย มั่นใจสุดๆ ได้งานแน่ๆ คราวนี้ ถ้าเรียกอีก กูจะงัดไม้ตายออกมาปิดเกมกับ บ.ก. ให้จบดีลกันไปเลย

(เรื่องหนึ่งที่ท่านไม่ต้องรู้ก็ได้ (แต่ผมอยากบอก) คือวันสัมภาษณ์วันนั้น คือวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคมครับ… ถึงว่าวันนั้นทำไมมันมืดๆ หม่นๆ แปลกๆ ไปหมด)

ซึ่งผมก็ทำตัวดี รอให้ออฟฟิศโทรมา มั่นใจมั่นหน้าถึงขั้นเริ่มเช็คหาหอพักบริเวณใกล้ๆ ออฟฟิศแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่โทรมาเลย กลายเป็นว่า การสัมภาษณ์งานครั้งแรกในชีวิตของผมครั้งนี้ กลายเป็นการเคาะกะลาให้หมาดีใจซะงั้น แล้วหมาก็ดีใจเก้อด้วยนะ รออยู่ร่วมเดือนก็ไม่มีวี่แววว่าจะเรียกไปอีก

จากเรื่องนี้ ที่ปกติก็หางานไม่ได้อยู่แล้ว ส่งไปก็ไม่มีใครตอบกลับ ส่งเมลไปบริษัทก็เหมือนส่งเมลไปหลุมดำ คือโดนกลืนหายไปอย่างเงียบเชียบ แค่นี้ก็ว่าทุกข์แสนสาหัสแล้ว แต่การที่โดนเรียกไปสัมภาษณ์แล้วแท้ๆ แต่กลับหายไปเงียบๆ แบบนี้ ผมรู้สึกว่าหมดสิ้นความหวังทุกอย่างไปเลย เหมือนคนที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย ผมรู้สึกเหมือนว่าผมนั้นถูกวงการนิตยสาร หรือวงการกราฟิกดีไซน์เนอร์รังเกียจ ไม่อยากให้ไปทำงานด้วย

ผมคิดจะฆ่าตัวตายด้วยนะครับ คือคิดว่าตอนนี้แหละแม่งน่าฆ่าตัวตายที่สุด เพราะไม่เคยรู้สึกว่าสิ้นหวังมากเท่านี้มาก่อน สิ่งที่เคยหวัง สิ่งที่เคยอยากทำ ยิ่งสิ่งที่เคยอยากจะซื้อ อยากจะมีเมื่อตอนทำงานมีเงินเดือน ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ทุกวันนี้กลายเป็นผีเฝ้าบ้านที่ไม่สามารถออกไปสร้างชีวิต มีความหวัง สานต่อความฝันได้ซักที มันติดๆ ขัดๆ ไปหมด มันมืดหม่นจนมองไม่เห็นทางออก ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เหมือนว่าสิ่งที่เคยคิด สิ่งที่เคยเชื่อ สิ่งที่เคยคาดหวัง ความสามารถ ความตั้งใจที่มีมันกลายเป็นสิ่งที่ผิดไปโดยทันที

เรื่องของบทความนี้เริ่มจากตรงนี้ครับ คือต้องปูพื้นก่อนว่า ผมกับพ่อนั้นปกติก็เถียงกันเป็นวรรคเป็นเวรอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเถียงกันเป็นปกติ คนนอกที่มองเห็นผมกับพ่อจึงรู้สึกว่านี่เป็นการทะเลาะกัน ซึ่งก็ดูเหมือนกับทะเลาะด้วยแหละ แต่ก็แค่เป็นการเถียงกัน ไม่ได้ทุ่มเถียงกันเพราะต่างฝ่ายต่างเกลียดกัน

ตัดภาพตอนที่กลับมาบ้าน เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง พ่อผู้กังวลว่าลูกชายเมื่อไหร่จะได้งานเสียที และพ่อผู้ไม่มีการวิเคราะห์อะไรเลยก็พูดว่า นี่ไง มึงโดนหลอกแล้วละ ใครมันจะสัมภาษณ์สองสามรอบ สัมภาษณ์รอบเดียวก็พอมั้ง นี่อะไร สัมภาษณ์สองสามรอบ กูว่ามึงอดแล้วละ

จริงๆ ผมก็พอรู้อยู่นะว่าปกติในบางองค์กร เวลาที่เรียกสัมภาษณ์ก็อาจจะต้องมีการเรียกสัมภาษณ์ โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ที่ต้องสัมภาษณ์ไล่กันไปเป็นแผนกๆ เพราะด้วยเงื่อนไขที่บังคับ ไม่สามารถนัดผู้สัมภาษณ์มาอยู่พร้อมๆ กันได้ บางที HR ก็ไม่สะดวก ผู้บริหารก็ไม่อยู่ หัวหน้าแผนกก็ไม่ว่าง ปิดเล่มอยู่ (ปิดเล่มนิตยสารนี่ไม่ต้องหาช่วงว่างนะครับ ทำงานข้ามวันข้ามคืน) อะไรทำนองนี้ แต่กับองค์กรขนาดเล็กมากๆ เหมือนนิตยสารฉบับนี้ ผมเริ่มไม่แน่ใจ พอผมไม่แน่ใจ พ่อผมก็พูดสวนขึ้นมาเลย

หรือว่าเพราะเห็นว่ามึงอ้วน ก็เลยพูดแบบนี้ 
ประโยคคลาสสิคตลอดกาลเลยครับ คือก็นั่นแหละ ผมอ้วน แล้วพ่อผมก็ไม่เคยให้กำลังใจอะไรลูกเลย โอเค เขาอาจจะไล่ให้ผมจัดการอะไรกับเรื่องนี้บ้าง แต่ผมก็ยุ่งมากจนไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่งเมื่อต้องมาหางานทำ คือผมตั้งใจไว้อีกอย่างว่า ผมจะต้องหางานทำให้ได้ เพื่อลบล้างคำครหาดั้งเดิมของพ่อที่ได้ยินมาแต่เด็กๆ ว่า

“อ้วนยังงี้ไม่มีใครเขาเอาไปทำงานหรอก”ผมเลยรู้สึกว่า แม่ง…ผมอยากจะหักล้างคำพูดของพ่อผมให้สิ้นซาก อยากให้พ่อผมพูดไม่ออก อยากให้พ่อผมเห็นว่าความอ้วนไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพราะผมมั่นใจและเคยเห็นว่า คนที่อ้วนมากกว่าผม เขาก็มีการงานที่ดีทำ สามารถสร้างครอบครัว มีฐานะการงานที่ดีได้ นี่เป็นคำพูดเดียวของพ่อผมที่ผมพยายามต่อต้านมาโดยตลอด

แต่อย่างที่เล่าไปตอนต้นแหละครับ ทุกวันนี้ผมยังไม่ได้งานเสียที แล้วประกอบกับว่ามีเหตุการณ์ที่ได้ออกไปสัมภาษณ์แล้ว แต่ก็โดนปล่อยผ่านไปด้วยการบอกว่าให้รอสัมภาษณ์อีกรอบ รูปการแบบนี้มันก็เข้าทางพ่อผมน่ะสิ พ่อผมยิงสวนแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบในทันใด

“นี่ไง เค้าหลอกมึงไง เค้าคงเห็นรูปร่างจริงๆ ของมึงแล้วตกใจผงะ (ทำท่าตกใจผงะประกอบด้วย-เพื่อ?) เค้าเลยทำทีบอกว่าให้มาสัมภาษณ์อีกรอบ จริงๆ เค้าก็ไม่เอามึงแล้วแหละ ก็อย่างนี้แหละกรุงเทพฯ ถ้าเขาปฏิเสธมึงตรงๆ มันจะดูดีมั้ยล่ะ มันก็ต้องบอกแบบเลี่ยงๆ อย่างนี้แหละ”

(เอ่อ…ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าการพูดตรงๆ น่ะมันไม่เท่ตรงไหน สื่อสารตรงๆ ไปเลยให้เข้าใจยังจะเท่ซะกว่า อย่างน้อยการพูดตรงๆ มันก็แปลว่า คุณก็ซื่อสัตย์กับสิ่งที่พูดมากพอที่จะพูดออกมา แม้ว่าอีกฝ่ายจะปวดร้าวไปบ้าง แต่มันก็คือความจริง ไม่ใช่คิดอย่างพูดอีกอย่าง ต้องตกแต่งคำให้แลดูเป็นคนรักษาน้ำใจ แต่ดูซับซ้อนวกวนไปมาเหมือนคนมีเลศนัย เหมือนคนที่ไม่แน่ใจกับอะไรเลยในชีวิต เหลาะแหละ ไม่เด็ดขาด ดูไม่เท่เลยให้ตายเหอะ)

ถึงตรงนี้ มันจะต่างอะไรกับการฆ่าคนด้วยการเอาปืนมายิง คือยิงแขนขาทรมานไปเรื่อย เจ็บ เลือดออก แต่ไม่ตายเสียที งั้นนัดสุดท้าย กูยิงมันที่ขั้วหัวใจ หรือจ่อยิงกบาลไปเลยดีกว่า จบ

นั่นแหละครับ ความรู้สึกไม่ต่างกัน ผมจากที่เคยมีความหวัง ก็พลันหมดหวัง รู้สึกท้อแท้และไม่เหลือกำลังใจอะไรอีก ปกติก็ไม่มีอยู่แล้ว อันนี้ติดลบไปเลย จากที่เคยคิดจะทำงานเพื่อสร้างครอบครัวก็เริ่มจะไม่แน่ใจว่าจะทำได้ นี่ยังไม่รวมว่า ผมแอบรักผู้หญิงคนหนึ่งด้วย อยากสร้างครอบครัวกับเธอคนนั้น คือผมก็เสียเปรียบเพราะรูปร่างหน้าตาไปแล้วด้วย ยิ่งไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคตอีก ผมควรจะเลิกรักเธอไปเลยมั้ย ผมอายฉิบหาย ไม่มีอะไรซักอย่าง กระแดะอยากจะมีลูกมีเมีย อยากมีครอบครัว ทุกอย่างสิ้นหวังเพราะคำว่าอ้วน (ของพ่อผม) เพียงคำเดียว

ผมยอมรับแต่โดยดีว่าผมอ้วนครับ ตั้งแต่ผมเริ่มอ้วนตอน ป.4 (ตอนเด็กๆ ผมผอมครับ ผอมอีกนิดก็แคระแกร็นแล้ว เพื่อนแบกขึ้นบ่าได้ด้วยซ้ำ) ก็ไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่พ่อผมพูดว่า ลดน้ำหนักนะ ไม่งั้นโตไปจะหางานไม่ได้ โอเค ลดน้ำหนักนั้นเข้าใจได้ และผมก็ทำบ้าง เว้นบ้างตามระยะและศักยภาพที่พอทำได้ แต่ประโยคหลังเนี่ย แก่จนจะสามสิบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แล้วก็เข้าใจไม่ได้ซักที

ตั้งแต่เด็กจนโต จนเรียนจบปริญญาตรีได้แล้วเนี่ย พ่อผมก็พูดมาเสมอว่าให้ผมดูแลรูปร่างนะ จะได้สมัครงานได้ ซึ่งผมก็ได้แต่ไม่เข้าใจว่ามันจะเกี่ยวอะไรด้วยวะ แล้วด้วยความที่ผมก็มีอะไรยุ่งๆ ทั้งการงาน การเรียน อะไรสารพัด จนแทบจะไม่มีเวลา มันดูเป็นข้ออ้าง แต่ว่ามันจริงครับ คือทำได้แต่ลด งดอาหารบางอย่าง ไม่กินของบางอย่างตลอดชีวิต แต่แค่ไม่มีเวลาและแรงจูงใจในการออกกำลังกายแค่นั้นเอง ถ้าแถวบ้านมีฟิตเนสก็ไปออกแล้ว ส่วนแอโรบิคน่ะ ให้ข้ามไปเลย เพราะผมเกลียดแอโรบิค นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมลดน้ำหนักอะไรไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น

สิ่งนี้ก็เลยหลอกหลอน และทำให้พ่อผมใช้วาทะกรรมเดิมๆ มาหลอกหลอนผมซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆ ที่ผมไม่เข้าใจเสียทีว่าเพราะอะไร และก็ยังไม่เกิดขึ้นให้เห็นจริงๆ ด้วยซ้ำว่ามันจริงอย่างนั้นไหม

จนกระทั่งหลังจากที่ไปสัมภาษณ์เก้อๆ คราวนั้นแหละครับ พ่อถึงได้ชี้แจงเหตุผลที่เขาคิดว่าผมที่เป็นคนอ้วนนั้นจะหางานไม่ได้ ก็เนื่องด้วยเพราะ

หนึ่ง ชุดยูนิฟอร์มตัวใหญ่หายาก 
ข้อนี้จริงเป็นบางบริษัท แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้บางบริษัทก็ไม่ได้ให้แต่งชุดยูนิฟอร์มแล้วนะครับ ขอให้แต่งตัวให้ดูเหมาะสมกับการทำงาน และคล่องตัว เหมาะกับสไตล์ของตัวเองมากกว่า เพราะฉะนั้น ไม่แปลกที่จะเห็นคนใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาทำงาน ซึ่งผมก็เห็นมาสิบกว่าปีแล้ว โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆ บริษัทที่ทำงานสร้างสรรค์ เช่น นิตยสาร สำนักพิมพ์ เป็นต้น หรือบริษัท Startup นี่ยิ่งไม่เคร่งใหญ่เลย อยากแต่งอะไรก็แต่ง ปกติผมก็แต่งแนว Overaged คือแต่งตัวแนวผู้ใหญ่อยู่แล้ว ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว รองเท้าหนัง ผูกเน็กไท ซึ่งเป็นสไตล์ที่ไปรอดได้ทั้งการงานและธุระทั่วไป ส่วนยูนิฟอร์มกลายเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ หรือไม่ก็บริษัทเก่าๆ ที่ตั้งมานานนั่นแหละ หรือไม่ก็บริษัทที่ยังเคร่งครัดเรื่องระเบียบ ต้องการความเรียบร้อย ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าจะไปทำงานแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น บริษัทไหนที่บังคับใส่ยูนิฟอร์ม ผมก็ไม่สมัคร

สอง อุ้ยอ้ายเวลาทำงาน
คือมันก็จริงที่ว่า ความอ้วนมันทำให้ความคล่องตัวหายไป ก็ไม่ได้อยากจะเถียงกับพ่อในข้อนี้หรอกนะครับ แต่แค่รู้สึกว่า ก็ผมทำงานออฟฟิศนี่หว่า ไม่ได้เป็นจับกังแบกข้าวสาร หรือเป็นตำรวจวิ่งไล่จับวงไพ่ ทำหนังสือมันจะต้องใช้ความคล่องตัวมากแค่ไหน นอกจากว่าจะลุกออกไปประชุมกับชงกาแฟ หรือถ้าต้องออกไปทำงานข้างนอก ผมว่าผมก็คล่องกว่าคนอ้วนหลายๆ คนนะ ตอนเรียนผมก็เดินเร็วกว่าใคร คือเดินแซงคนผอมได้ก็แล้วกัน จังหวะเดินของผมมันล้ำหน้าคนอื่นตลอดแหละ มีไม่กี่คนที่เดินตามผมทัน ให้วิ่งก็พอไหว หรือความคิด พ่อชอบมีอคติบอกว่าคนอ้วนน่ะ สมองจะช้า แต่พ่อคงไม่เห็นตอนผมยกมือตอบคำถามอาจารย์ตอนเรียนอยู่คนเดียวหรอกมั้ง หรือคนอ้วนคนอื่นๆ ที่ผมรู้จักก็ไม่เห็นจะสมองช้าตรงไหน ก็ปกติเฉลี่ยๆ อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าพ่อไปได้ยินข้อมูลนี้มาจากไหน รู้แต่ว่าแหล่งที่พ่อไปเห็นมามันคงจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ไม่ค่อยจะดีซักเท่าไหร่

สาม อ้วนง่ายก็เลยมีโอกาสป่วยบ่อย
ก็มีส่วนจริง ผมเองก็ยอมรับว่าไม่ได้แข็งแรงอะไรขนาดนั้น ค่อนไปทางอ่อนแอนิดหน่อย แต่ไม่ได้ป่วยแบบถี่ๆ สามวันดีสี่วันไข้ แค่ตอนเวลาป่วยจะป่วยหนักและนาน เช่น เวลาท้องเสียก็จะเข้าห้องน้ำเหมือนท้องรั่ว หรือเวลาเป็นไข้หวัด ก็จะมาเป็นคอมโบ คือมาทั้งหวัด ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก เสมหะ บางทีก็ลามจนเป็นไข้ตัวร้อน ปวดหัว ปวดไซนัสไปพร้อมๆ กัน บางทีก็เวียนหัวแถมด้วยอีกแนะ จริงๆ ผมก็คิดว่า เมื่อทำงานมีเงินเดือนแล้ว ถึงเวลานั้นคงต้องดูแลร่างกายหน่อย ซื้อเครื่องออกกำลังกาย ลดอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (เพราะเงินเอาไปซื้อเครื่องออกกำลังกายหมดแล้ว 55) คือพ่อคงกลัวว่า ถ้าป่วยบ่อยก็มีโอกาสหยุดงานบ่อย แล้วก็มีโอกาสโดนไล่ออกได้มากกว่า ถ้าพูดในแง่คนอ้วน ผมก็คงต้องรับผิดชอบในการดูแลร่างกายมากขึ้นอีก ส่วนถ้าพูดในแง่คนทั่วๆ ไป บางคนที่ดูผอมๆ กลับป่วยบ่อยกว่าเดิมอีก (ไม่นับที่มีโรคประจำตัวนะครับ) ส่วนโรคประจำตัวผมก็พอมี คือหอบหืด ที่เป็นกรรมพันธุ์ ปู่ก็เป็น น้าอาฝั่งพ่อก็เป็น พ่อก็เป็น ผมก็เป็น แต่โชคดีกว่าคือ ไม่ได้มีอาการกำเริบบ่อย ถ้าหลีกเลี่ยงการออกแรงหนักๆ หักโหม หรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ทั้งการกิน (เหล้า เบียร์ ไวน์ กระแช่ สาโท ฯลฯ) และการดม (น้ำหอมที่ผสมแอลกอฮอล์) ก็ไม่มีปัญหาอะไร เชื่อไหมว่าบางปีผมก็ไม่ได้มีอาการหอบหืดกำเริบเลย

สี่ เวลาถ่ายรูปออกมาแล้วจะดูไม่ดี
ดะ…เดี๋ยวนะ อะไรนะ นี่ผมกำลังจะไปประกวดซูเปอร์โมเดลหรืออะไร ทำไมต้องห่วงด้วยว่าจะถ่ายรูปแล้วไม่สวย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อผมเอาข้อนี้มาจากที่ไหน และผมก็รู้ตัวอยู่หรอกว่าผมเป็นคนถ่ายรูปแล้วไม่ขึ้น ถ่ายให้ตายยังไงก็ไม่หล่อ (จะเชื่อมั้ยครับ ผมไม่เคยเซลฟี่เลยซักรูปในชีวิตนะจะบอกให้ ยกเว้นว่าร่วมเฟรมเซลฟี่กับคนอื่น หรือคนอื่นถ่ายให้ อันนี้ไม่เป็นไร) พอผมได้ยินข้อนี้ ผมอยากจะอุทานด้วยเสียงดังทะลุฟ้าว่า What the fuck it is! คือไม่เมกเซนส์สุดๆ อะ ใครจะมาอภิรมย์ถ่ายรูปกูตอนทำงานวะ นอกจากถ่ายรูปติดบัตรพนักงาน หรือถ่ายรูปตอนไปเอาท์ติ้ง ผมไม่เห็นจะมีเหตุให้ต้องถ่ายรูปบ่อยๆ เลย ถึงต่อให้ถ่าย เขาก็อาจจะไม่ถ่ายให้ติดผม หรือติดมาแล้วเขาก็เอาไป Crop ทิ้ง ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมก็คงก้มหน้าทำงานต่อไป ถ้าใครจะมาบอกให้ผมร่วมเฟรม ผมก็ยินดีทั้งนั้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น เขาคงไม่คิดเรื่องจะต้อง Aesthetic อะไรขนาดนั้นแล้วมั้ง หรือถ้าจะถ่ายรูปโปรโมทองค์กร เพื่อทำข่าวแจกหรืออะไรก็ตามที่ต้องการความ Aesthetic ก็อย่าเอาผมไปก็แล้วกัน เหมือนว่าพ่อผมจะมีอคติว่าคนอ้วนถ่ายรูปแล้วไม่สวย ก็เลยคิดแทนบริษัทว่า เฮ้อ ถ้าเอามันมาทำงาน แล้วในอนาคตต้องถ่ายรูปมัน แล้วจะออกมาไม่สวย ถ้างั้นเราไม่เอามันมาทำงานดีฝ่าเนะ…

ณ จุดนี้ ผมเลยรู้สึกว่าพ่อน่ะ คิดแทนคนอื่นมากไปหรือเปล่า โอเค ผมพอรู้ว่ามีบางข้อที่จริง แต่ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าความจริงชุดเดียวนั้นจะเป็นความจริงทั้งหมด ความจริงสำหรับผม มันไม่มีอะไรที่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้แปลว่ามีเรื่องโกหกตอแหลผสมอยู่ แต่หมายความว่า ความจริงที่เราได้ยินได้รู้มา มันอาจจะเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของความจริงทั้งหมดก็ได้ คนเราไม่ควรยึดเอาความจริงเดี่ยวๆ นั้นมายึดเหนึ่ยวเป็นดังสรณะ อย่ามัวแต่เพ้อฝันว่าความจริงเดี่ยวๆ ชุดนั้น เป็นความจริงชุดเดียวที่ฉันจะเคี้ยวดูดน้ำหวานแล้วกลืนมันไปจนตาย

แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็กลายเป็นว่า คนๆ นั้นงมงายอยู่กับความจริงชุดเดียว ความจริงที่ฉันเห็นมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายความจริงอันนั้นก็กลายเป็นซากอ้อยที่ไร้ประโยชน์ก็ได้ เพราะสิ่งที่เราเชื่อกันว่าจริงนั้นอาจจะไม่สามารถกลายเป็นความจริงที่เชื่อถือได้อีกในอนาคต และแล้วก็กลายเป็นคนที่เลื่อนลอยอยู่กับความจริงแคบๆ จักรวาลเล็กๆ ที่มีแต่ตัวเองอาศัยอยู่ ทั้งๆ ที่โลกที่เขายืนอยู่นั้นกว้างใหญ่กว่าที่เหตุผลของเขาจะวิเศษพอที่จะสรุปรวบสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นเพราะสิ่งนั้นได้แต่เพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อเราตระหนักว่า ความจริงนั้นเป็นสิ่งไม่ถาวร เราก็จะพบว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันอาจเต็มไปด้วยความหมายหลายชุด หลายแบบ หลายบริบท ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยิบยกขึ้นมาพูดในเวลาไหนอย่างไร ด้วยท่าทีอะไร ความจริงของอีกคนหนึ่ง อาจจะกลายเป็นเรื่องโกหกของอีกคนหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป

แต่เหนืออื่นใด ผมว่านะ สำหรับผม การที่จะได้งานหรือไม่ได้งาน ผมว่ามันก็มีปัจจัยร้อยแปดประการ และบางครั้ง เหตุผลของการเกิดอะไรบางอย่างก็อาจจะเกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น คือเป็นเรื่องที่บางทีก็เกินวิสัยที่คนนอกอย่างเราๆ จะล่วงรู้ได้ เพราะฉะนั้น การคิดแทนด้วยการสรุปเหมารวมด้วยความจริงเพียงชุดเดียวจึงเป็นสิ่งที่ผมมองว่าช่างตื้นเขินนัก การหยิบความจริงชุดเดียวมาสรุปรวม แล้วเหมารวมนั้นยังพอทำได้ เพราะยังเป็นแค่สมมติฐาน

แต่เมื่อไหร่ที่คุณหยิบเอาสิ่งนั้นมาป้ายโทษว่า สิ่งที่เกิดอย่างนี้เพราะอย่างนี้แหละ ไม่มีอย่างอื่น นอกจากจะเต็มไปด้วยอคติแล้ว มันก็ยังเต็มไปด้วยความแคบทางปัญญาของผู้พูดด้วย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นจริงตามสถานการณ์นั้นๆ เลย หรือไม่มีข้อมูลที่จะสรุปสิ่งเหล่านั้นได้เลยว่า สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง แต่เมื่อพูดไปแล้ว คนได้ยินก็ได้แต่ช้ำใจ ได้แต่ท้อถอย กลายเป็นการทำลายความหวัง แม้จะสมอ้างว่านี่แหละคือการชี้ให้เห็นความจริง หรือเป็นการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ให้รู้ แต่มันก็เต็มไปด้วยธงอคติที่ปักป้ายไว้เหมือนธงเจที่ติดอาหารเจนั่นแหละ คือคนทำปักป้ายเจ ก็เป็นอาหารเจไงจ๊ะ ทั้งๆ ที่ตอนทำอาจจะแอบใส่น้ำปลาติดมาด้วย คนทำก็ทำมึนๆ คนกินก็ไม่รู้ กูก็กินไป เพราะสรุปเอาง่ายๆ ว่า นี่ไงเจ เพราะมันมีป้ายเจ สรุปคือ เจแตกเพราะแดกน้ำปลา

การตักเตือน ให้คำแนะนำนั้นเป็นสิ่งที่ดีครับ ผมก็รู้เจตนาของพ่อผมดีอยู่หรอกว่าพ่อผมต้องการจะตักเตือนตามหน้าที่พ่อ แต่ท่านพ่อก็ดันใช้การตักเตือนลูกด้วยสไตล์ “ลบ บวก ลบ เป็นบวก” คือให้พลังลบกับลูก ลูกจะได้เอาไปเปลี่ยนเป็นพลังบวก เอาคำสบประมาทมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่จะเอาชนะ …ซึ่งได้ผลมากเลย นอนร้องไห้จะฆ่าตัวตายอยู่แล้วเนี่ย

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ การแนะนำ ตักเตือนเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ไม่จำเป็นต้องคิดแทนว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไรบ้าง ไม่จำเป็นเลย บางทีมันก็ต้อง Go with the flow คือปล่อยให้ความจริงมันเป็นไปอย่างที่มันจะเป็นบ้าง การคิดแทนมันก็ไม่ต่างจากการคาดหวังนักหรอก คือคิดแล้วจะต้องเป็นอย่างนี้ เลยเชื่อว่าจะเป็นอย่างนี้ ถ้าคิดเองไม่เท่าไหร่หรอก เพราะเรายังพอเผื่อความคิดชุดอื่นๆ ไว้เผื่อใจยามพลาดได้ แต่สำหรับคนอื่นๆ แม้แต่พ่อแม่เราเอง ที่เห็นความคิดด้านเดียวของเรา และรู้เรื่องของเราเพียงเสี้ยวเดียว ก็คิดแทนได้เพียงอย่างเดียว แล้วก็คาดหวังว่ามันจะกลายเป็นความจริงได้แบบเดียวเท่านั้น ซึ่งมันอาจไม่เป็นอย่างนั้น แล้วพอมันไม่เป็นจริงดังที่คิด ก็กลายเป็นว่าเพราะเหตุผลที่ตัวเองเดาไว้นั่นแหละคือต้นตอของปัญหาของคนคนนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้

และที่แย่ก็คือ เอาความจริงชุดเดียวนั้นออกมาทำลายความเชื่อ ความฝันของอีกคนหนึ่ง ด้วยการประณาม ด้วยการป้ายโทษ เอาแต่พูดว่า เพราะอย่างนี้ไง ถึงได้เป็นอย่างนั้น ทำให้สิ่งที่อีกคนเป็น สิ่งที่คนนั้นเชื่อ สิ่งที่คนนั้นคิด สิ่งที่คนนั้นทำ นั้นกลายเป็นสิ่งที่แย่ เลวร้าย ไม่มีความดีอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย ไม่มีข้อดี ไม่มีและไม่ช่วยสร้างพลังบวกอะไรเลย ลบล้วนๆ มันทำให้กลายเป็นว่าคนที่พูดนั้นยิ่งกลายเป็นคนที่เหมือนจะรู้มาก แต่รู้ไม่จริง และพยายามประณาม กดขี่ กาหัวชีวิตของอีกคนด้วยความจริงปลอมๆ ชุดเดียว

โอเค แม้ว่าจะไม่มีกำลังใจหรือความหวังอะไรเท่าไหร่ แต่ด้วยความดื้อของผม ผมก็ยังจะดื้อหางานทำต่อไป

ผมไม่ได้ต้องการจะพิสูจน์ว่า คำพูดของพ่อผมนั้นมันเป็นเรื่องโกหกไร้สาระ

แต่ผมต้องการพิสูจน์ว่า คนอ้วนก็ทำงานได้ดีไม่แพ้กับคนผอม และรูปร่างนั้นไม่ควรจะมีผลต่อการทำงานมากนัก หากมีความสามารถที่เพียงพอ มีความคิดสร้างสรรค์ ขยัน มีทักษะการเข้าสังคม มีน้ำใจไมตรี เจรจาเป็น อดทนต่ออุปสรรค ประหยัด และใฝ่รู้ ส่วนสุขภาพก็ต้องดูแล คนอ้วนที่แข็งแรงก็มีเยอะแยะไป

และผมต้องการพิสูจน์อีกว่า ความจริงในโลกนี้ไม่ได้มีชุดเดียวนะพ่อ

อย่าคิดแทนผมสิ

First Published on Storylog.co/PUSH

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *