ภาพถ่ายในโปรเจ็กท์  People on [36] Frames ทั้งหมดใช้กล้องและฟิล์มจริงในการถ่ายภาพ

Film – Kodak Ultramax 400
Camera – 
Pentax K1000
Developed by – 
Flashbox (อารีย์ ซอย 5)


แพรวเรียนจบคณะคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วด้วยความที่เรียนเรื่องกราฟิก เรื่องโฆษณา ก็จะต้องใช้รูปถ่ายประกอบกับการทำงานตลอด ก็เลยเริ่มถ่ายรูปตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ แล้วก็ถ่ายรูปรับปริญญาบ้าง โน่นนี่เป็นอาชีพเสริม แต่ก็ยังไม่ได้จริงจังมาก แล้วพอเรียนจบแพรวก็ไปทำงานในบริษัทในเครือไฟว์สตาร์ เป็น Art Director ออกแบบโปสเตอร์หนัง แล้วต้องคิดธีมว่าอยากได้โปสเตอร์ประมาณไหน แล้วต้องออกไปถ่ายจริงๆ ในสตูดิโอ ตอนวันออกกองแพรวรู้สึกว่ามันสนุก แต่พอกลับมานั่งทำงานที่ออฟฟิศหน้าคอมกลับรู้สึกเบื่อๆ ก็เลยคิดว่า เอ๊ะ หรือจริงๆ เราอาจจะชอบถ่ายรูปหรือเปล่านะ (หัวเราะ)

พอคิดได้แบบนั้นก็เลยไปปรึกษารุ่นพี่ที่ทำงานที่นิตยสาร Image  ก็เลยบอกว่าถ้าอยากเป็นช่างภาพ ลองฝึกงานมั้ยล่ะ จะได้มีพื้นฐาน เพราะเราไม่ได้จบโฟโต้ เราก็จะไม่มีความรู้เหมือนคนที่เรียนจบมาโดยตรง แพรวก็เลยลาออกแล้วก็ไปฝึกงานที่ Image 3 เดือน พอฝึกเสร็จ บ.ก. ก็ส่งตัวไปฝึกงานที่สตูดิโอให้เช่าอยู่ 6 เดือนจนรู้เรื่องกล้อง เรื่องไฟ อุปกรณ์ต่างๆ แล้วจากนั้นก็เริ่มเป็นช่างภาพมาตลอด น่าจะประมาณ 9-10 ปีแล้วค่ะ

แพรว-พัดชา

คือตอนที่แพรวเรียน แพรวเรียนเอกโฆษณา ก็เลยทำให้ได้ดูงานโฆษณาเยอะมาก (เน้นเสียง) ซึ่งโฆษณาก็จะมีภาพถ่ายประกอบ เราก็เลยรู้ว่าภาพมันส่งผลต่อความรู้สึกของเราได้มากน้อยแค่ไหน แล้วมันทำให้เรารู้สึกชินไปแล้วว่าว่า เราจะใช้รูปเป็นตัวแทนในการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ

แล้วด้วยความที่แพรวทำงาน ถ่ายงาน Commercial  แบบได้เงินมาตลอด แล้วปรากฏว่า 3 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าเริ่มตัน เริ่มรู้สึกว่าถ่ายงานคอมเมอร์เชียลอย่างเดียวมันไม่สนุกอีกแล้ว ก็เลยตัดสินใจหยุดทำ แล้วก็ไปเรียนต่อที่ ICP (International Center of Photography) ที่นิวยอร์ค ไปเรียนต่อด้าน Fine art แต่เป็น Fine art ที่ใช้ภาพถ่ายในการแสดงออก เรียนรู้ว่าจะเอาสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้อย่างไร งาน Personal work คืออะไร อันนี้ถือว่าเปิดโลกเลยสำหรับแพรว การถ่ายรูปไม่ใช่แค่เอานางแบบมายืนโง่ๆ แล้วก็ถ่ายแชะๆๆ อย่างเดียว แต่มันสามารถมีเรื่องราวได้ สามารถตอบสนองความรู้สึกของตัวเองได้ ก็เลยรู้สึกหลงใหลมากๆ

แพรวว่าในไทยยังไม่ค่อยมีปริญญาโทด้านถ่ายรูปจริงๆ จังๆ ก็เลยเลือกที่จะไปเมืองนอกดีกว่า ก็เลือกระหว่างลอนดอนกับนิวยอร์ค ก็เลยไปปรึกษารุ่นพี่ เขาบอกว่าลอนดอนมันจะมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่นท้องฟ้าจะดูมัวๆ ฝนตกทั้งวัน บรรยากาศจะซึมๆ ตลอดเวลา แต่นิวยอร์คจะมีสี่ฤดูที่ชัดมากๆ ถ้าร้อนก็ร้อนไปเลย หนาวก็หิมะตกไปเลย ก็เลยคิดว่านิวยอร์คน่าสนใจกว่า ตอนนั้นตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่ก็คิดเผื่อว่าถ้าต้องออกไปถ่ายรูปข้างนอกจะมีประโยชน์กว่า ก็เลยเลือกนิวยอร์คค่ะ แล้วก็เลือกถูกด้วย (ยิ้ม)

จริงๆ แพรวก็ใช้ฟิล์มมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ สมัยก่อนกล้อง LOMO จะฮิตมาก ตอนนั้น Community ของคนใช้กล้องโลโม่จะเป็นกลุ่มเล็กมากๆ แล้วกล้องที่ใช้ก็จะมีแต่กล้องทอย เป็นกล้องของเล่น แต่กล้องพวกมืออาชีพยังไม่มี เพราะว่าเราเองก็ใช้กล้อง DSLR ที่เป็นดิจิตอลอยู่แล้ว ส่วนฟิล์มจะเป็นแนวแบบว่าเอาความเป็น Film look มากกว่า ก็เลยใช้โลโม่ซะเยอะ แต่พอได้ไปเรียนที่ ICP ที่เขาจะสอนเรื่องดีเทลเกี่ยวกับฟิล์มทั้งหมดว่า ล้างฟิล์มยังไง เก็บยังไง อัดรูปยังไง พอหลังจากนั้นก็เลยเปลี่ยน ถ้าเป็นงานลูกค้า งานที่ต้องการเร็วๆ ก็ใช้ดิจิตอล แต่พอเป็นงาน Personal Work หรืองานในระดับที่จริงจัง ก็จะเลือกใช้ฟิล์มเลย

แพรว-พัดชา

ตอนเรียนจะมีวิชา Film Archive เป็นวิชาที่สอนเกี่ยวกับความสำคัญในการเก็บรูป เขาพาไปมิวเซียมที่นิวยอร์ค แล้วพาเข้าไปด้านหลัง แล้วเขาก็พาไปดูรูปที่เก็บแล้วเป็นร้อยๆ ปี เป็นภาพนิวยอร์คสมัย 1800 ขนาดนั้นเลย เราเห็นก็รู้สึกว่า เชี่ย นี่คือความสำคัญของฟิล์มเว้ย เพราะพอเรามาดูรูปดิจิตอลในโทรศัพท์ตอนอยู่ปีหนึ่ง ตอนนี้เอามาใช้ทำอะไรไม่ได้แล้วนะ เป็น Low-Res ไปแล้ว แต่ฟิล์มเมื่อปี 1800 ซักอย่าง พอเอามาอัดรูปตอนนี้ คุณภาพแม่งเท่าเดิมเว้ย คือถ้าบ้านแม่งไม่ไฟไหม้ซะก่อน แม่งเก็บได้เป็นร้อยปีเลยเว้ย เราก็เลยเข้าใจความสำคัญของฟิล์มว่าจริงๆ มันอยู่ที่ฟิล์มเนกาทีฟที่ทรงคุณค่ามากๆ

การถ่ายฟิล์มกับดิจิตอล ความรู้สึกต่างกันมาก พูดในเชิงการทำงานก็คือ ฟิล์มราคาก็แพง ส่วนดิจิตอลก็จะเน้นกดๆๆ ใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากัน แต่พอเป็นฟิล์มมันจะต้องคิดเยอะ ต้องถามตัวเองว่า ชอบใช่ไหม แดดดีหรือยัง ต้องคอยสังเกตรอบๆ ตัวว่าถ่ายแล้วรูปจะเละไหม ถ้าถ่ายแล้วเละก็ไม่ต้องถ่ายไหม หรือยังไงดี แล้วถ้าเราทำงานส่วนตัวที่ใช้ฟิล์ม เราจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรีบกับมันก็ได้ ค่อยๆ ถ่ายเก็บไปเรื่อยๆ

ถ่ายกล้องฟิล์มไม่ได้ยากกว่าดิจิตอล เพียงแต่ว่าต้องความรู้แน่น ต้องรู้เรื่อง Shutter speed, F-stop, ISO

กระแสตอนนี้ฟิล์มกระแสแรงมาก เราไปเจอดราม่าในโซเชียล ในเพจร้านล้างฟิล์ม ที่ลูกค้าเอาฟิล์มมาล้าง แล้วสแกนส่งเป็นดิจิตอล แต่ทิ้งฟิล์มไว้ที่ร้านนะ ไม่ยอมเอาฟิล์มกลับ แสดงว่าเขาไม่เข้าใจจุดประสงค์ของฟิล์มคือ มันเก็บรักษาได้ อีก 10-20 ปีเอามาอัดรูป คุณภาพก็ดีเท่าเดิม แต่พอไม่เข้าใจจุดประสงค์ของฟิล์มในมุมนั้น เข้าใจแค่ว่าฉันจะเอามู้ดของฟิล์ม แล้วก็เอารูปไปโพสต์ในโซเชียลแค่นั้นแหละ เราเลยรู้สึกว่าต้องมีคนที่ให้ความรู้เรื่องนี้ว่าความสำคัญไม่ได้อยู่แค่อัพรูปขึ้นโซเชียลเว้ย ความสำคัญอยู่ที่ฟิล์ม แต่พอไม่มีคนบอกเรื่องนี้ ก็นั่นแหละ มันก็เป็นไปตามกระแส

แพรว-พัดชา

เรารู้สึกว่ากล้องฟิล์มมันเป็นกระแสประมาณหนึ่ง เหมือนเป็นแฟชั่น เราเชื่อมากๆ ว่ามันจะหายไปอีกรอบ เพราะว่าด้วยราคาที่สูง คนที่เล่นก็จะแบบว่านานๆ เล่นที เราเห็นกรุ๊ปคนรักกล้องฟิล์มใน Facebook จะมีคนเข้าไปโพสต์ว่า รูปนี้ดีมากๆ เลยครับ แต่กว่าจะหมดม้วนใช้เวลาถ่ายครึ่งปี แสดงว่ามันเป็นของเล่นจริงๆ นั่นแหละ คนหนี่งกว่าจะถ่ายหมดม้วนแม่งนานมาก หรือต้องเดินออกไปเพื่อถ่ายให้หมดม้วน บางทีเหลือ 5 รูป แต่ยืนอยู่หน้าร้านล้างแล้ว เชี่ยทำไงดีวะ ก็ถ่ายทิ้งๆ ขว้างๆ ถ่ายอะไรมาก็ไม่รู้ หัวฟิล์มท้ายฟิล์มมีรูปอยู่แค่นั้น

แล้ว 5 รูปสุดท้ายในรูปก็จะเป็นรูปวิวร้านล้างฟิล์ม คือถ่ายให้มันหมดๆ ไป แต่ถ้าในมุมมองของเราที่เป็นช่างภาพอาชีพ ที่ต้องถ่ายรูปเพื่อเอาไปใช้งานจริงๆ เราจะคิดว่า เฮ้ย 5 รูปนั้นน่ะถ้าคิดเป็นเงินก็หลายบาทเลยนะ ไม่ต้องรีบถ่ายก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะรีบกันเพราะว่าจะรีบเอารูปไปลงโซเชียล

ราคาก็อาจจะมีผล เช่นถ้าเป็นมือสมัครเล่น ถ่ายเล่นๆ ก็อาจจะใช้ฟิล์มถูกๆ แต่พอเราเป็นช่างภาพมืออาชีพ ถ่ายประจำก็จะรู้ว่าฟิล์มแบบนี้เป็นยังไง โทนเป็นยังไง เกรนแบบไหน ต้องฟิล์มแบบนี้เท่านั้น ล้าง อัดออกมาแล้วซูม 300% แล้วยังชัดอยู่ แต่พอมันเป็นของเล่น คนก็จะไม่คิดมากไง แต่พอเป็นงานมืออาชีพ คือถ่ายเพื่องาน มันก็ต้องคิดมากแล้วแหละ สมมติว่าเดือนหนึ่งถ่าย 20-30 ม้วน ค่าล้างเป็นหมื่นนะ

แพรวเชื่อว่าช่างภาพในระดับ Professional เชื่อในเรื่องของฟิล์มอยู่แล้ว ถ้าเป็นในระดับนั้น แพรวไม่คิดว่ามันคงยังไม่ได้หายไปไหน แค่อาจจะมาในรูปแบบเช่น เอากล้องฟิล์มแล้วใส่ Digital Back หรือตอนแพรวไปเรียนที่นิวยอร์ค ที่โรงเรียนจะมีเครื่องสแกนของ Hasselblad ตัวละล้านกว่าบาท พูดแล้วขนลุก พอสแกนฟิล์มออกมาแล้วสีโคตรดี ภาพคมมาก เครื่องสแกนเครื่องละ 2-3 หมื่นสู้ไม่ได้เลย คือมันส่งผลกันไปหมดน่ะ ถ้ามีอุปกรณ์ที่ดี กล้องดี ฟิล์มดี เครื่องสแกนก็ดี คุณภาพก็เทียบเท่าดิจิตอลได้ คือเชื่อว่ามันคงไม่ได้หายไปเลยถาวรหรอก

โปรเจ็กท์ 214(b) ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นโปรเจ็กท์ แต่ที่มาคือ พอแพรวเรียนมาหนึ่งปี เรียนแบบ Full course เรียน 5 วัน เสาร์อาทิตย์ก็มี Wokshop อีก ก็เลยทำงานๆๆๆ ทุกวัน พอเรียนจบก็เลยชวนเพื่อนฝรั่งอีก 2 คนที่เรียนด้วยกันว่า อยากไปเที่ยว ก็เลยไป Road Trip ที่อเมริกา แล้วตอนนั้นเพิ่งเรียนจบ ก็คึกคักมาก แบกเอากล้องฟิล์มไปถ่ายโน่นนั่นนี่ รู้สึกมหัศจรรย์กับทุกสิ่งทุกอย่างกับอเมริกามาก เพราะสำหรับแพรว แพรวไปอเมริกายากมาก

แพรว-พัดชา
แพรว-พัดชา
แพรว-พัดชา
แพรว-พัดชา
แพรว-พัดชา
แพรว-พัดชา
โปรเจ็กท์ภาพถ่ายฟิล์ม 214(b)

ที่มาของชื่อโปรเจ็กท์ภาพถ่ายฟิล์ม 214(b) คือเป็นชื่อหัวข้อเอกสารที่เวลาไปยื่นขอวีซ่า แล้วถ้าไม่ผ่าน เราจะได้ใบ 214(b) มา เหตุผลที่เขียนในนั้นโดยรวมคือ เขาไม่เชื่อว่าเราผูกพันกับประเทศไทยมากพอ คือเขาคิดว่าเราไปแล้วจะไม่กลับมา แล้วแพรวได้มา 3 รอบ จริงๆ คือต้องไปเรียนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่แพรวขอวีซ่าไม่ผ่านจนไปไม่ทันโรงเรียนเปิดเทอม แล้วก็ต้องอยู่ไทยต่ออีกปีหนี่งเพื่อที่จะรอขอวีซ่าใหม่ปีหน้า ซึ่งถ้าไม่ได้อีกก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะจ่ายค่าเทอมไปแล้วด้วย ทางโรงเรียนก็น่ารักมาก จองที่ไว้ให้ ปกติคนอื่นขอกันทีเดียวได้ หรือ 2 ทีมากสุด แต่ของเราขอ 4 ครั้งกว่าจะได้ ก็เลยรู้สึกว่ากว่าจะได้ไปนี่ โคตรยาก

แล้วเหตุผลใน 214(b) แม่งกว้างมาก เพราะไม่ระบุชัดๆ ว่าแบบ ที่ไม่ผ่านเพราะว่ามึงไม่มีเงิน หรือว่ามึงดูกะหรี่จัง จะไปขายแน่ๆ แต่มันเป็นแบบว่า เรารู้ว่าคุณจะไม่กลับมา แล้วมึงรู้ได้ไงว่ากูจะไม่กลับมา พ่อแม่กูก็อยู่นี่ ก็ต้องกลับมาสิ แต่พอเราได้ไป เรารู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่อยู่ในอเมริกาเป็นพิเศษ เพราะว่าเคยเห็นแต่ในหนัง มันเหมือนเป็นความรู้สึกว่า กูอาจจะไม่ได้กลับมาเห็นอีกแล้ว

แล้วพอไป Road Trip 2 สัปดาห์ กลับมา ถ่ายรูปไปเยอะมาก ได้มาประมาณ 2,000 กว่ารูป ฟิล์ม 120 ประมาณ 40-50 ม้วน แล้วก็เอาไปล้าง สแกน แล้วก็มาเรียงๆ กันเพื่อจะดูรูป พอดูแล้วเรารู้สึกว่า เชี่ย นี่แม่งเป็นโปรเจ็กท์ได้ แล้วเรารู้สึกกับรูปแต่ละรูปว่าผู้หญิงคนนี้กำลังตามหาอะไรบางอย่าง แล้วเราก็ติดใจ ก็เลยไปอีก แต่คราวนี้ไปคนเดียว ไปอยู่กับบ้านคนแบบไม่เสียค่าที่อยู่ แต่ต้องทำงานฟาร์มช่วยเขา ไปซักผ้า ไปเสิร์ฟ ทักทายแขก แล้วก็ออกไปตะเวนขับรถถ่ายรูปอยู่ 5-6 รอบ จนเพื่อนอเมริกาแซวว่า ยูเห็นมากกว่าที่ไอเห็นอีกนะเนี่ย ขนาดเกิดที่นี่ยังไม่ได้เห็นขนาดนี้ ตลกดี ก็เลยกลายมาเป็นโปรเจ็กท์จริงจัง มีภาพถ่ายรวมๆ ประมาณ 3-4 พันรูปได้ แต่แพรวคิดว่าโปรเจ็กท์นี้ยังไม่จบนะ แพรวคิดไว้ว่าอยากไปให้ครบทุกรัฐ ตอนนี้ไปได้แล้วประมาณครึ่งหนึ่ง

แพรว-พัดชา

ที่รูปในโปรเจ็กท์ 214(b) แทบจะไม่มีคนเลย เพราะตอนที่เราไปเรียนแล้วทำให้เรารู้สึกว่าเราถ่ายรูปคนไม่เก่งเท่าไหร่ เราไม่สามารถคุยกับคนแล้วให้เขาแสดงสีหน้าออกมาทางสายตา เราทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่สามารถวิเคราะห์คนลึกๆ ได้ ก็เลยถ่ายแต่สิ่งของ แล้วก่อนที่แพรวไป แพรวทำงาน Commercial ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการถ่ายสิ่งของอยู่แล้ว พอได้ไปนิวยอร์คก็เลยรู้สึกว่าค้นพบตัวเองว่า เราเข้ากันได้กับสิ่งของ ก็เลยอินขึ้นเรื่อยๆ

แพรวรู้สึกว่าสิ่งของบางอย่างสามารถแสดงตัวตนได้เลยนะ เช่นถ้าเข้ามาเห็นสิ่งของในห้องของแพรว แขกก็จะเดาได้ประมาณหนึ่งว่าแพรวเป็นคนอย่างไร จากการมองเห็นสิ่งของต่างๆ ภายในบ้าน แพรวเชื่อว่าห้องของคนคนหนี่งมันคือภาพพอตเทรตของเขา ภาพของแพรวก็เลยเกิดขึ้นมาด้วยความเชื่อแบบนั้น เวลาที่แพรวไปถ่ายตามบ้านในชนบท ก็จะเดาได้ว่าเจ้าของบ้านเป็นคนแบบไหนจากการตกแต่งบ้านหรือแม้แต่ตัวบ้านเองก็ตาม

ตอนที่ถ่ายรูปมันเกิดหลายๆ ความรู้สึกเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกแบบว่า มึงให้กูมายากนักใช่ไหม กูจะไปให้เต็มที่เลย แล้วก็รู้สึกประทับใจ ยิ่งเห็นยิ่งชอบ แล้วก็เกิดความคาดหวังเยอะ อย่างเช่นดูหนังแล้วเห็นร้าน Diner พอไปเห็นร้านจริงๆ แล้วดูเท่มาก น่ารักมาก แต่จริงๆ อาหารไม่อร่อยเลย จะมีบางอารมณ์ที่เรารู้สึกว่า จริงๆ แล้วก็ไม่ได้สวยหรูเหมือนที่เราคิด นักท่องเที่ยวไปเที่ยวนิวยอร์คถ่ายรูปแล้วก็บอกว่าเท่ อยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจังเลย แน่จริงลองมาอยู่เองมั้ยล่ะ เราเคยโดนคนดำเดินมาไล่กลับประเทศ ด่าหยาบคายมาแล้วก็มี แต่ก็ไม่ได้รังเกียจนะ เป็นความรู้สึกสะใจในความรู้สึกต่างๆ ของเราเอง ที่ได้ไปอยู่ตรงนั้น

ตอนที่ถ่ายรูป แพรวเชื่อว่าทุกคนมีประสบการณ์ มีความรู้สึกในชีวิต ตอนนั้นแพรวก็เพิ่งเลิกกับแฟนฝรั่งได้สักพัก ระหว่างที่ไปก็รู้สึกว่าถ้าเขามาด้วยก็ดีนะ ในรูปก็จะมีความรู้สึกแบบนั้นด้วยนิดหน่อย อย่างเช่นรูปเก้าอี้ที่แพรวชอบถ่ายซ้ำๆ เวลาเห็นเก้าอี้ตัวเดียวมันจะรู้สึกเหงาๆ แต่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกนี้หรือเรื่องของเขาอย่างเดียว มันก็เป็นความรู้สึกที่เรารู้สึก ณ เวลานั้น เวลาเห็นครอบครัวกินข้าวกัน เราก็จะรู้สึกว่า กูอยู่คนเดียวมาสองปีแล้วนะ คิดถึงครอบครัวเหมือนกันว่ะ

ที่รูปในโปรเจ็กท์นี้ส่วนใหญ่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square) เพราะว่าแพรวใช้ Hasselblad ที่เป็น Medium format ที่ไปคราวแรกเอากล้องฟิล์มไป 5 ตัว มีทั้ง Medium format คอมแพค 135 ก็มี เยอะมาก (หัวเราะ) เพราะว่าเราขับรถไง เลยไม่ต้องกลัวว่าจะต้องแบก ถ่ายเสร็จก็โยนใส่รถ พอเริ่มไปถ่ายจริงๆ ก็เริ่มรู้ว่ากล้องแบบไหนเหมาะกับเรา อย่างเช่นเรื่องน้ำหนัก แพรวใช้ Hasselblad ได้ แต่ใช้ Rolleiflex แบบ TLR ไม่ได้ เพราะรู้สึกว่ากดชัตเตอร์แล้วมันเบา มันจะมีแรงดีด แต่ Hass แพรวกดถ่ายแล้วรู้สึกว่าชอบ เพราะว่ามันหนักดี แพรวว่ามันเป็นเรื่องของจริตของคนด้วยแหละ แพรวไม่ค่อยชอบ 135 เพราะว่ามันจัดมุมยาก ไม่รู้นะ แต่แพรวชอบ 120 เพราะมันมีความสมมาตร จัดองค์ประกอบง่าย รู้สึกว่าถนัดกว่า

แต่ก็ต้องแล้วแต่หน้างานด้วย ถ้าช่วงไหนที่ยืนนิ่งๆ นานๆ ได้ ก็ใช้ Hass อย่างที่แพรวถนัด แต่ว่าถ้าต้องขึ้นเขา ก็ใช้กล้องคอมแพค 135 เล็กๆ มากกว่า จะให้แบก Hass ไปก็คงไม่ไหว

แพรว-พัดชา

ถ้าได้มีโอกาสกลับไปทำโปรเจ็กท์นี้อีก ก็คงใช้ Hass เหมือนเดิม แต่คราวที่แล้วคือมุมมองของคนที่ได้เห็นครั้งแรก แล้วตื่นเต้น แต่ว่าพอมันมีการเบรก มีการกลับมาแล้วไปใหม่อีกครั้ง แพรวว่าอารมณ์ของรูปจะเปลี่ยนไป อารมณ์ตอนนั้นคือกูจะไปให้ครบทุกที่ที่อยากไป แต่พอกลับมาและรู้ว่ามันเป็นโปรเจ็กท์ เป็นการขับรถเพื่อตามหาสิ่งที่อยากจะถ่ายให้ได้ มันก็คงจะเป็นอีกความรู้สึกแล้ว คิดว่ารูปน่าจะเปลี่ยนไป

เรารู้สึกว่าโปรเจ็กท์นี้เป็นโปรเจ็กท์ที่เราไม่รีบเลย เราเชื่อคุณค่าของการเก็บงานไว้ก่อน ไม่ใช่รีบๆ ถ่ายอาทิตย์เดียวแล้วก็โพสต์เลย เพราะของบางอย่างมันจะมีคุณค่าเมื่อเวลาผ่านไป อย่างเช่นมีรูปหนึ่งที่เป็นบ้านที่มีห่วงยางสีชมพู พอผ่านมาสองปี เพื่อนฝรั่งบอกว่าแม่งเปลี่ยนห่วงยางแล้วเว้ย เป็นห่วงยางสับปะรดสีเหลืองแทน โคตรตลกเลย แล้วเรารู้สึกว่า ถ้าได้ไปถ่ายบ้านนี้ทุกปีคงเก็บได้เป็นคอลเล็กชั่น โคตรเท่ นี่แหละคือคุณค่าของการเก็บงาน

ที่มาที่เราเลือกใช้ Hass เพราะว่าที่ ICP จะมีกล้องให้นักเรียนยืมใช้ได้ เขามีกล้องทุกแบบเลย มีทุกรุ่นทุกรหัส ทั้งปีแพรวก็เลยลองหมดทุกแบบเลย ตั้งแต่ Leica กล้องคอมแพค Medium format large format แต่เรารู้สึกว่า Hass เข้ามือกับเราสุดทั้งน้ำหนักหรือความรู้สึกในการกด แพรวเลยรู้สึกว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ทดลองกล้องหลายๆ แบบโดยไม่ต้องเสียเงินมาก

โปรเจ็กท์ส่วนตัวงานต่อไปที่ใช้กล้องฟิล์ม คือตอนนี้แพรวกำลังทำโปรเจ็กท์หนึ่ง เรียกว่า “Cookbook อาม่า” ยังไมได้ปล่อยที่ไหน เพราะยังทำอยู่ ทำมาปีกว่าแล้ว คือแพรวมีความกลัวเหมือนกับที่คนไปอยู่เมืองนอกกลัวกันคือ พอเราไปแล้วเกิดมีใครเป็นอะไร เรากลัวกลับมาไม่ทัน คนที่เรากลัวที่สุดคืออาม่า เพราะว่าแก่ที่สุด มีโอกาสที่จะไปเร็วสุดก็คืออาม่า ก็เลยเป็นห่วงอาม่า แล้วก็ชอบคุยกับอาม่าเวลาเหงาๆ แล้วพอเรากลับไปบ้านที่อาม่าอยู่ที่อุตรดิตถ์ เรารู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับแกมากกว่านี้ ภาพจำของเราอย่างเดียวที่มีกับอาม่าคืออาม่านั่งกินข้าว เราก็เลยรู้สึกว่าอาหารคือสิ่งที่เชื่อมโยงเรากับอาม่า

ตอนแพรวเรียนที่นิวยอร์คบังเอิญได้ทำโปรเจ็กท์เกี่ยวกับอาหารเยอะมาก แล้วก็ทำ Thesis เกี่ยวกับอาหารและความสัมพันธ์ เพราะว่าที่บ้านเราไม่ค่อยอบอุ่น ไม่ได้แยกกันนะ แต่ว่าทะเลาะกันบ่อย จะชอบมีปัญหากันที่โต๊ะอาหาร ถ้าไปนั่งกินข้าวที่บ้านแพรวคงตาเหลือกเลย เพราะว่าไม่มีความสุข นั่งกินข้าวได้ไม่เกิน 5 นาทีจะต้องมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ก็เลยทำเรื่องเกี่ยวกับอาหารกับความสัมพันธ์ของคนในบ้าน แต่เรากับอาม่าในเรื่องอาหาร กลับเป็นอะไรที่แฮปปี้

ก็เลยกะว่าจะทำเป็น Cookbook บวกกับ Photobook ซึ่งถ่ายไปแล้ว แต่ว่ายังไม่จบ เพราะแพรวรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ต้องถ่ายเก็บไปเรื่อยๆ ไปถ่ายรูปแล้วก็ไปใช้เวลาร่วมกับเขาประมาณหนึ่ง ให้อาม่าสอนเมนูเด็ดของเขาซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ลูกๆ ทั้ง 7 คนของเขา ก็คือญาติฝั่งพ่อเรา ก็จะถามเลยว่าถ้านึกถึงอาม่า นึกถึงอาหารอะไร ในอาหารแต่ละอย่างก็จะมีเรื่องราวของเขาอยู่ อย่างเช่นเรื่องของพ่อแพรว พ่อเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ แทนที่จะได้อยู่กับเพื่อน พ่อต้องเดินกลับมาบ้านที่เป็นร้านขายของชำเพื่อมากินข้าวฝีมืออาม่า แต่ถ้าวันไหนฝนตก วันนั้นจะเป็นวันที่อาม่าจะเอาข้าวมาส่งให้พ่อที่โรงเรียน อบอุ่นมาก ก็เลยทำเป็น Cookbook/Photobook เป็นกึ่งๆ ชีวประวัติของอาม่า กับเรื่องราวของเขาและอาหารที่เขาทำ

แพรว-พัดชา

แพรวรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้ตลาดกล้องฟิล์มในไทยมันมีความฟุ้งเฟ้อคือการที่คนชอบซื้อมาลอง แล้วก็เก็บ แล้วก็ซื้อๆๆ แต่ก็เข้าใจว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้ลองทุกแบบก่อนจ่ายเงิน หรืออีกอย่างก็คือ ถ้าตัวไหนฮิต ราคาจะสูงขึ้น หรือถ้าดาราคนไหนใช้ ราคาจะขึ้น บางทีขึ้นเป็นหมื่นเลยนะ ขึ้นเร็วมาก อะไรจะขนาดนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วมันเหมาะกับเราจริงๆ เหรอ ได้ลองใช้แล้วหรือยัง แพรวคิดว่าถ้าเขาได้มีโอกาสได้ลองก่อน เขาอาจจะค้นพบว่าจริงๆ แล้วเขาเหมาะกับกล้องรุ่นไหน ตอนแพรวกลับมาใหม่ๆ ก็ซื้อมาลองเยอะเหมือนกัน แต่พอเจอ Hass แล้วก็ขายตัวอื่นไปหมด

การจะเลือกอุปกรณ์มันก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่ารสนิยม และการเอาไปใช้งานด้วย ถ้าชอบปาร์ตี้ก็เอาแค่กล้องทอยก็ได้มั้ง ราคามันก็คงมีผลบ้างถ้ามันตอบสนองกับความรู้สึกเรา ถ้ากล้องตัวละแสนกับตัวละสองหมื่น ถ่ายออกมาแล้วได้รูปคมเท่ากัน แพรวก็คงเลือกตัวละสองหมื่น แต่ถ้าจะให้เลือกตัวละแสน ก็คงต้องมีอะไรที่ดีกว่า ถ้ามีอะไรที่ดีกว่าเดี๋ยวซื้อ

ฟิล์มจะกลับมาเป็นอุปกรณ์ระดับมืออาชีพได้จริงจังไหม แพรวว่าขึ้นอยู่กับลูกค้าด้วยว่ะ ถ้าลูกค้าบอกว่าอยากได้ Film look ก็ต้องถ่ายฟิล์ม แต่ถ้าอยากได้งานภายใน 2 วัน ซึ่งก็ต้องการความเร่งด่วนเป็นปกติอยู่แล้ว กูไปดิจิตอลเลยจ้า คือถ้างานไม่รีบ อย่างงานส่วนตัวที่รอ 10 ปีได้ อะไรแบบนี้ก็คงถ่ายด้วยฟิล์ม

แพรวไม่เชื่อเรื่องความวินเทจของกล้อง หรือคาแร็กเตอร์ของฟิล์ม บางคนจะบอกว่าใช้ฟิล์มตัวนี้จะออกโทนสีนี้ ใช้ฟิล์มตัวนั้นจะเป็นสีนั้น ไม่จริง แพรวเรียนมาแล้ว ทุกอย่างปรับได้ พูดในเชิงวิทยาศาสตร์นะ ถ้าสมมติว่าล้างฟิล์มมาม้วนหนึ่งใช่ไหม แล้วในเครื่องล้าง สามารถปรับให้เป็นสีอะไรก็ได้นะ อันนี้คือมีมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เราสามารถปรับสีอย่างที่เราต้องการได้ เพราะฉะนั้นที่คนบอกว่า ถ้าใช้โกดัก สีภาพจะอมเหลือง ถ้าใช้ฟูจิสีจะอมเขียว มันวัดจากอะไร เพราะสุดท้ายก็ปรับได้อยู่ดี

เครื่องสแกนฟิล์มก็เป็นแบบนั้น บางคนจะคิดว่า ร้านล้างนี้แล้วดีเพราะว่าสีตรง อย่าไปล้างร้านนี้เพราะสีเพี้ยน ในโปรแกรมเครื่องสแกนจะขึ้นบอกเลยว่าจะสแกนเพื่อฟิล์มรุ่นอะไร แต่ก็มีให้ปรับแบบ Manual อยู่นะ แล้วเครื่องล้างแต่ละร้าน ต่อให้เป็นรุ่นเดียวกัน สีก็ต่างกัน ตอนเรียนที่แพรวเล่าว่ามีเครื่องสแกนราคาเป็นล้าน ครูจะสอนว่าเวลาสแกนห้ามเลือกโปรไฟล์นะ เลือก Manual แล้วปรับอย่างที่ควรจะเป็น เท่าที่เราจะต้องการเท่านั้น ผิดจากความเชื่อของคนไทยที่เถียงกัน เราเองก็อยากจะบอกเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ช่างเถอะ ใครเชื่อแบบไหนก็แบบนั้น เราเองก็เชื่อแบบนี้เพราะว่าเราเรียนมา

แพรว-พัดชา

ถ้าการถ่ายรูปด้วยฟิล์มไม่เกี่ยวกับรสนิยมหรือแฟชั่น  แพรวว่ามันช่วยให้คนยุคนี้ซอฟท์ลงนะ คำตอบอาจจะดูน่าเบื่อหน่อย ที่บอกกันว่าถ้าใช้ดิจิตอลทำให้คนเร่งรีบขึ้น พอใช้ฟิล์มแล้วทำให้ช้าลง ซึ่งมันก็จริง เพราะว่าต้องค่อยๆ ปรับ ยิ่งถ้าไม่ถนัดก็ยิ่งต้องปรับ กว่าจะโฟกัสได้ กว่าจะอะไร ทำให้ช้าลงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องสร้างค่านิยมใหม่ว่า เสน่ห์ของฟิล์มไม่ได้อยู่แค่ในรูปที่ได้ แต่อยู่ที่ตัวฟิล์มด้วย แล้วก็ไม่ใช่ว่าช้าลงแต่ได้รูปอะไรมาก็ไม่รู้ ฟิล์มม้วนนึงก็แพงนะ ให้ค่ากับมันหน่อย ถ้าจะกดทิ้งมั่วๆ เราว่ามันน่าเศร้าเกินไป

เอาจริงๆ เราเคยคุยกับพวกร้านล้างฟิล์ม แล้วเขาบอกว่าตอนนี้มีฟิล์มที่ลูกค้าไม่มาเอาเยอะมาก แพรวว่าเอาฟิล์มพวกนั้นมาทำเป็นโปรเจ็กท์ได้เลยนะ แบบว่าเป็นฟิล์มที่ถูกทิ้งอะไรแบบนี้ เสียดาย เอามาทำอะไรก็ได้ ของแบบนี้ต้องคิดให้ได้ เอาของที่มีอยู่มาทำอะไรต่อยอดไปได้ แต่เขาจะทำหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ

สำหรับแพรว แพรวว่าฟิล์มมันให้คุณค่าเมื่อเวลาผ่านไป แต่ต้องเก็บอย่างถูกวิธีด้วยนะ ตอนที่กลับมาบ้านช่วงซัมเมอร์ เราก็ไปรื้อฟิล์มเก่าๆ สมัยที่พ่อกับแม่ถ่ายเอาไว้ตอนเรายังเด็กๆ แล้วก็เอากลับไปสแกนด้วยเครื่องสแกนดีๆ ที่นิวยอร์ค บางรูปก็เน่าเหมือนกันเพราะว่าเก็บผิดวิธี มีฝุ่น ราขึ้น สีซีดๆ แพรวรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันต้องให้ความรู้กับคน ว่าฟิล์มมันเก็บรักษาได้ บางทีถ่ายรูปลูกไว้ตอนนี้ อีก 15 ปีกลับมาดูฟิล์มเขาอาจจะชอบมากๆ ก็ได้

แพรว-พัดชา

แพรวเชื่อว่ามันจะพัฒนาไปเป็นรสนิยมได้ คือแพรวไม่ได้คิดว่าจะต้องถ่ายตามกระแส แค่รู้ว่าเราต้องการใช้อะไร และถ่ายไปเพื่อเอาไปทำอะไร พอไม่ได้คิดมากเรื่องนั้น แพรวก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นจะต้องไปสนเรื่องกระแสแล้ว ต่อให้กล้องฟิล์มมันจะพัฒนาไปขนาดไหน แต่ถ้าเราแฮปปี้ที่จะใช้กล้องแบบนี้ ฟิล์มแบบนี้ ก็เป็นรสนิยมส่วนตัวได้ เหมือนแผ่นเสียงน่ะ ต่อให้จะมีเทป ซีดี มี Spotify หรืออะไรที่เหนือกว่านั้น แต่ถ้าชอบฟังแผ่นเสียงก็ยังคงฟังต่อไปได้เรื่อยๆ

อุปกรณ์ฟิล์มที่อยากลองใช้ ถ้าเป็นกล้องคงไม่ได้เจาะจงอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งมีเงิน มี 20 ล้าน อยากซื้อเครื่องสแกนฟิล์มแบบที่ใช้ในโรงเรียนเอามาไว้ที่บ้าน เพราะว่าสีดีจริงๆ คุณภาพแน่นมาก ถ้าเป็นอุปกรณ์อื่นๆ แพรวว่าตัวแพรวเองอยู่ในวัยที่ไม่ได้ขวนขวายทดลองอะไรขนาดนั้นแล้ว พอเจออุปกรณ์ที่เรารู้สึกว่าอยู่ตัวแล้วก็พอ

ถ้าวันหนึ่งฟิล์มหายไปอีกครั้ง ถ้าแค่เลิกฮิตเฉยๆ ไม่กลัว เพราะก็คงยังมีให้ซื้ออยู่ แต่ถ้าเลิกผลิตเลย หายไปไม่เหลือฟิล์มสักม้วน ก็น่ากลัวอยู่นะ แต่ก็คงเป็นไปได้ยากแหละ เพราะก็ยังมีคนที่ต้องการอยู่ คนที่ยังถ่ายรูปฟิล์มแบบจริงๆ จังๆ ก็น่าจะยังมีอยู่

เอ๊ะ หรือว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ วะ


ชมผลงานภาพถ่าย  214(b)  ได้ที่เว็บไซท์  patchaworkspace.com

ติดตามผลงานภาพถ่ายฟิล์ม Personal Work Project ของ  “แพรว-พัดชา”  คลิกที่นี่

ชมอัลบั้มภาพถ่ายขาวดำ เบื้องหลังการทำงาน Personal Work Project คลิกที่นี่


เผยแพร่ครั้งแรก :-
คอลัมน์ Special Scoop นิตยสารกุลสตรี ฉบับที่ 1133 / กันยายน 2562
Kullastreemag.com (ซีรีส์ “People on [36] Frames”)

One reply on “แพรว-พัดชา กิจชัยเจริญ / กล้องฟิล์ม / นิวยอร์ค / Hasselblad / 214(b)”

การแสดงความเห็นถูกปิด